ตลอดแปดปีของการรับใช้ในฐานะศิษยาภิบาล มีเพียงไม่กี่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจได้มากไปกว่าการได้เห็นคนกลับใจใหม่ การได้เห็นคนที่เคยตายฝ่ายวิญญาณกลับมามีชีวิต หันหลังให้กับความบาป และหันกลับมาเชื่อวางใจในพระคริสต์ นับเป็นความอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง แต่ความอัศจรรย์อีกอย่างที่ผมชอบมองดูคือการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยของผู้เชื่อ เมื่อพวกเขาเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (2 โครินธ์ 3:18)
กระบวนการชำระให้บริสุทธิ์นี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าเราจะได้พบกับพระเยซูแบบหน้าต่อหน้า และมักจะได้รับการผลักดันผ่านความสัมพันธ์ในการสร้างสาวก การสร้างสาวกเป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยมาก แต่ความหมายที่แท้จริงคือการตั้งใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้เติบโตขึ้นเป็นเหมือนพระเยซู การสร้างสาวกเป็นความตั้งใจเพราะมุ่งเน้นที่จะช่วยให้แต่ละบุคคลเติบโตขึ้นในวิถีทางของพระเจ้าอย่างเจาะจง และเป็นสิ่งที่ต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่การสื่อสารทางเดียวที่มีผู้รู้คอยสอนนักเรียนอยู่ฝ่ายเดียว คริสเตียนทุกคนจำเป็นต้องได้รับการหล่อหลอมฝ่ายวิญญาณ และทุกคนได้รับการทรงเรียกจากพระวิญญาณให้เสริมสร้างซึ่งกันและกัน (ยูดา 1:20 เอเฟซัส 4:12 1 เปโตร 2:5) ดังนั้นการสร้างสาวกซึ่งกันและกันจึงควรเป็นเรื่องปกติในชีวิตคริสเตียน
ตอนนี้เรามาใช้เวลาสักนิดเพื่อพิจารณาถึงเหตุผล บุคคล และวิธีการในการสร้างสาวกกัน
เหตุผลที่ต้องสร้างสาวก
ผมขอยกมาสามเหตุผลและจะอธิบายขยายความในเหตุผลข้อหนึ่ง
เหตุผลที่ 1 เราควรสร้างสาวกซึ่งกันและกันเพราะพระเยซูทรงบัญชาไว้ พระเยซูทรงมอบหมายคริสตจักรให้สร้างสาวกในมัทธิวบทที่ 28 เพียงเหตุผลข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว
เหตุผลที่ 2 เราควรสร้างสาวกซึ่งกันและกันเพราะเราใส่ใจในความบริสุทธิ์ส่วนบุคคล คริสเตียนคือสิ่งที่ถูกสร้างใหม่แต่ยังมีนิสัยเดิม เราจึงต้องช่วยกันและกันละทิ้งนิสัยเก่าและสร้างนิสัยใหม่ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ใหม่ในฐานะลูกของพระเจ้า การสร้างสาวกซึ่งกันและกันคือวิธีที่มีประสิทธิภาพในการบรรลุเป้าหมายนั้น
เหตุผลที่ 3 เราควรสร้างสาวกซึ่งกันและกันเพราะเราใส่ใจในการเป็นพยานต่อโลกนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การสร้างสาวกมีส่วนช่วยให้ข่าวประเสริฐแผ่ขยายไปทั่วโลก
สิทธิอำนาจทั้งหมดในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกมอบไว้กับจอมกษัตริย์เยซู เพื่อให้ทุกประชาชาติได้ยินข่าวดีแห่งข่าวประเสริฐและยอมจำนนต่อพระองค์ (มัทธิว 28:18-20) นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ คือการที่ประชาชาติต่างๆ ยอมจำนนต่อกษัตริย์เยซูผ่านทางความเชื่อในพระองค์
แผนการของพระเยซูสำหรับเรื่องนี้คืออะไร แผนของพระองค์ไม่ใช่แค่การให้ออกไปทำให้คนเปลี่ยนศาสนา เพราะนั่นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่ทรงสั่งให้ออกไปและสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวก ซึ่งเป็นกระบวนการตลอดชีวิต นั่นคือระยะเวลาที่ต้องใช้ในการสอนผู้เชื่อใหม่ให้ปฏิบัติตามทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาประชากรของพระองค์ การแพร่ขยายของข่าวประเสริฐไปทั่วโลกจะเกิดขึ้นเมื่อเราเชื่อฟังการทรงเรียกให้สร้างสาวกนี้
ใครคือคนที่ควรถูกสร้างเป็นสาวก
ในทางทฤษฎี ผู้เชื่อที่ประกาศตัวทุกคนคือคนที่สามารถรับการสร้างเป็นสาวกได้ เราไม่สามารถสร้างสาวกจากผู้ที่ยังไม่เชื่อได้เพราะพวกเขาไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ (1 โครินธ์ 2:14) แต่เราควรประกาศข่าวประเสริฐกับคนเหล่านั้นแทน
แต่สังเกตว่าผมใช้คำว่าในทางทฤษฎี แม้ว่าผู้เชื่อทุกคนจะสามารถรับการสร้างเป็นสาวกได้ แต่เราทุกคนก็มีข้อจำกัด เราอยู่ได้แค่ที่เดียวในเวลาเดียว และเราไม่สามารถสร้างสาวกคนทั้งโลกหรือแม้แต่คนทั้งคริสตจักรของเราได้
เมื่อพูดถึงคริสตจักร นั่นคือจุดที่การสร้างสาวกมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น คุณและสมาชิกคริสตจักรของคุณเห็นพ้องต้องกันในหลักคำสอนเดียวกัน ยอมรับกระบวนการหล่อหลอมฝ่ายวิญญาณแบบเดียวกันทั้งจากการเทศนาและการเลี้ยงดู และมุ่งมั่นที่จะรักและดำเนินชีวิตไปกับกลุ่มคนเดียวกัน
ในคริสตจักรของเรา เรามักจะเตือนกันเสมอว่าสมุดทำเนียบสมาชิกคือหนังสือที่สำคัญรองลงมาจากพระคัมภีร์ พระคัมภีร์บอกวิธีที่เราจะสร้างสาวกซึ่งกันและกัน แต่ทำเนียบสมาชิกช่วยเตือนเราว่าใครคือคนที่เราควรตั้งใจสร้างให้เขาเป็นสาวก สมาชิกในคริสตจักรท้องถิ่นของคุณควรเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการสร้างสาวกของคุณ เช่นเดียวกับที่คุณเองก็ควรเป็นเป้าหมายหลักในการรับการสร้างสาวกจากพวกเขาด้วย
เมื่อสมาชิกทุกคนแสวงหาการเติบโตในพระคุณร่วมกัน เราก็ได้ดำเนินชีวิตตามความเป็นจริงที่เปาโลกล่าวไว้ในเอเฟซัสบทที่ 4 ที่ว่าเราจะเติบโตขึ้นในทุกด้านสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์ ร่างกายทั้งหมดที่เชื่อมต่อและผสานเข้าด้วยกันผ่านทุกข้อต่อที่จัดเตรียมไว้ เมื่อแต่ละส่วนทำงานอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้ร่างกายเติบโตและเสริมสร้างตนเองขึ้นด้วยความรัก (เอเฟซัส 4:15-16)
ผมไม่ได้หมายความว่าคุณไม่สามารถสร้างสาวกให้กับคนที่ไปคริสตจักรอื่นได้ แต่ผมเพียงอยากบอกว่าความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกที่ดีและเป็นธรรมชาติที่สุดจะเกิดขึ้นภายในคริสตจักรท้องถิ่น
วิธีการสร้างสาวก
ก่อนที่คุณจะบ่นว่าการสร้างสาวกเป็นเรื่องยากเกินไป ผมอยากฝากคำแนะนำที่ใช้งานได้จริงห้าข้อให้คุณนำไปปรับใช้
อธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานหัวใจที่เปิดรับและกล้าหาญ ขอให้พระองค์นำคุณไปพบกับบุคคลหรือกลุ่มคนที่คุณควรตั้งใจที่จะเติบโตไปด้วยกันในช่วงเวลานี้ของชีวิต
อย่ามัวแต่คิดมากจนไม่ได้ลงมือทำ ลองเลือกคนเพศเดียวกันสักคนหรือสองคน แล้วถามพวกเขาว่าพอจะใช้เวลาพบปะกันเป็นประจำเพื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า อธิษฐานร่วมกัน และคอยตักเตือนดูแลกันและกันตามสิ่งที่ได้อ่านมาได้หรือไม่
บางครั้งเราอาจมีความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกกับคนที่อยู่ในช่วงวัยหรือมีประสบการณ์ชีวิตคล้ายคลึงกัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่ควรค้นหาเฉพาะคนที่เหมือนคุณเท่านั้น ข่าวประเสริฐหลอมรวมคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงให้เป็นกายเดียวกัน และการสร้างสาวกของเราก็ควรสะท้อนถึงฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐที่สามารถนำคนที่แตกต่างกันมารวมกันได้ ชายหนุ่มควรจับคู่กับชายสูงวัย หญิงสูงวัยควรจับคู่กับหญิงสาว คนต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรมควรเรียนรู้ที่จะจับคู่กัน จงแสวงหาโอกาสที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตของกันและกัน โดยเฉพาะกับคนที่ไม่เหมือนคุณ
เมื่อคุณเริ่มต้นความสัมพันธ์ในการสร้างสาวก ต้องแน่ใจว่าคุณรู้จักคนที่อยู่ร่วมวงด้วย เรียนรู้เรื่องราวของพวกเขา เป็นผู้ฟังที่ดี และเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเท่าที่สติปัญญาจะอำนวย การสร้างสาวกต้องอาศัยการพูดความจริงด้วยความรัก แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนสองคนรู้จักกันมากพอที่จะพูดได้อย่างถูกต้อง และรักกันมากพอที่จะจริงใจต่อกัน
การสร้างสาวกไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนังสือที่เราอ่านหรือช่วงเวลาที่เราอธิษฐาน แต่ยังรวมถึงอุปสรรคปัญหาที่เราต้องเผชิญด้วย ดังนั้นจงปรนนิบัติพระเจ้าไปด้วยกัน หากคุณเป็นโสด ลองเปิดรับคนอื่นๆ เข้ามาในชีวิต หากคุณแต่งงานแล้ว ลองชวนคู่รักคู่อื่นหรือคนโสดเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิต ใช้เวลาร่วมกัน สังสรรค์กัน เมื่อคุณทำเช่นนั้น คุณจะพบโอกาสมากมายที่จะได้สัมผัสกับชีวิตทั้งในยามสุขและยามทุกข์ไปด้วยกัน
ใจความสำคัญคือจงใช้ชีวิตร่วมกันโดยมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง อย่าลดทอนการสร้างสาวกให้เหลือเพียงแค่การคุยผ่านวิดีโอคอลหนึ่งชั่วโมง แต่จงติดตามพระเยซูไปพร้อมๆ กันในชีวิตจริงดั่งคนในครอบครัว อาจมีบางช่วงเวลาที่การพบกันสัปดาห์ละชั่วโมงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และอาจมีบางช่วงที่วิธีเดียวที่คุณทำได้คือการดึงใครสักคนเข้ามาอยู่ในกิจวัตรประจำวันของคุณ เช่นกรณีของคุณแม่ลูกอ่อน เป้าหมายไม่ใช่การสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่เป้าหมายคือการรักซึ่งกันและกันในขณะที่ต่างฝ่ายต่างชี้ชวนให้หันเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าและฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐ สรุปสั้นๆ คือเป้าหมายคือการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นเหมือนพระคริสต์
บทสรุป
คุณไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสาวก คุณเพียงแค่ต้องมีเวลาและพร้อมที่จะช่วยเหลือ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักศาสนศาสตร์ คุณแค่ต้องเป็นเครื่องมือแห่งพระคุณให้กับสาวกคนอื่นๆ
การสร้างสาวกเป็นเรื่องสำหรับผู้ติดตามพระเยซูธรรมดาๆ ที่ไม่สมบูรณ์แบบแต่ได้รับการไถ่ด้วยพระโลหิต ดังนั้นพี่น้องคริสเตียนครับ เรามามุ่งมั่นที่จะสร้างสาวกซึ่งกันและกันเถิด
[หมายเหตุผู้แปล: “เครื่องมือแห่งพระคุณ” หรือ Means of grace หมายถึงช่องทางที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อประทานพระคุณ การเติบโต และความเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณให้กับคริสเตียนผ่านผู้เชื่อด้วยกัน รวมถึงช่องทางหลักเช่น พระวจนะ การอธิษฐาน และการสามัคคีธรรม]