เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึงพระเจ้า มนุษย์ บาป พระคริสต์ คริสตจักร หรือความเชื่อ คุณเสี่ยงมากที่จะตีความสิ่งเหล่านี้ผิดเพี้ยนไป หากไม่รู้ว่าพระคัมภีร์ทั้งเล่มสอนอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งนั่นก็คือการเข้าใจศาสนศาสตร์ระบบนั่นเอง นอกจากนี้ หากไม่มีศาสนศาสตร์ระบบ คุณจะขาดเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับการตีความที่ผิดพลาด เพราะการจะตีความพระคัมภีร์ข้อใดข้อหนึ่งให้ถูกต้องตามบริบทของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม และปกป้องความจริงจากการบิดเบือนได้นั้น คุณต้องอาศัยศาสนศาสตร์ระบบ ตัวอย่างเช่น มัทธิวบทที่ 16 ได้ประกาศว่าเปโตรเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกหรือไม่? ในบทนั้นไม่ได้บอกไว้อย่างชัดเจน แต่การที่คุณนำพระคัมภีร์ส่วนอื่นมาประมวลเข้าด้วยกัน จะเป็นตัวกำหนดวิธีที่คุณทำความเข้าใจมัทธิวบทที่ 16 และตอบคำถามนั้น
การเทศนาแบบอรรถาธิบายทุกครั้งควรมีข่าวประเสริฐรวมอยู่ด้วย เพราะคงไม่มีการอธิบายพระคัมภีร์ตอนใดที่สมบูรณ์ได้หากไม่เชื่อมโยงเข้ากับข่าวประเสริฐ (ผ่านทาง “ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์”) ทว่าในการประกาศข่าวประเสริฐอย่างครบถ้วนนั้น คุณต้องสอนสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า บาปของเรา การสิ้นพระชนม์เพื่อชดใช้ความผิดบาปและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ รวมถึงความจำเป็นที่เราต้องกลับใจจากบาปและวางใจในพระองค์ หากไม่มีภาพรวมตามหลักพระคัมภีร์ในเรื่องเหล่านี้ หรือก็คือหากขาดศาสนศาสตร์ระบบ สิ่งที่กล่าวมาก็จะดูไร้เหตุผลรองรับ ศาสนศาสตร์ระบบจึงขาดไม่ได้เลยในการประกาศข่าวประเสริฐ
เพื่อจะเติบโตในความไว้วางใจพระเจ้า คริสเตียนจำเป็นต้องรู้จักพระลักษณะของพระองค์ และเพื่อจะเติบโตในความบริสุทธิ์ เราต้องเข้าใจทั้งธรรมชาติและความร้ายกาจของบาป รวมถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อช่วยเราให้รอดผ่านทางการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ นี่ไม่ได้หมายความว่าคริสเตียนทุกคนต้องอ่านหนังสือเล่มหนาเป็นพันหน้า หรือต้องเข้าใจคำศัพท์เฉพาะทางของศาสนศาสตร์ระบบที่ซับซ้อน แต่หมายความว่าเพื่อจะเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ คริสเตียนทุกคนต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นในสิ่งที่พระคัมภีร์สอนเกี่ยวกับพระเจ้า บาป พระคริสต์ ความเชื่อ และการดำเนินชีวิตคริสเตียน ซึ่งความเข้าใจเหล่านี้ย่อมเกิดจากการอ่านพระคัมภีร์ การประมวลความจริง และการนำมาปรับใช้ในชีวิตจริง