พระคัมภีร์

เรียงตามประเภทเนื้อหา

เนื้อหาพระคัมภีร์ล่าสุด

31/08/2026

“ฉันวอกแวกเกินไปเวลาอ่านพระคัมภีร์”

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 2 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 1 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรมนางรูธ 

22/03/2026

คำแนะนำสำหรับการศึกษาวิวรณ์ 📖

ร้านหนังสือ

31 สิงหาคม 2026

“ฉันวอกแวกเกินไปเวลาอ่านพระคัมภีร์”

Read the original English article at Desiring God
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 15 กรกฎาคม 2026
บันทึก (0)
Please login to bookmark Close

เช้านี้ ขณะที่ผมเปิดพระคัมภีร์ไปที่พระธรรมลูกาบทที่ 10 ผมอยากจะฟังพระเยซู แต่ผมก็อยากรู้ผลคะแนนการแข่งขันฟุตบอลโลกด้วย และผมก็อยากวางแผนการทำงานของวันนี้ และผมก็อยากต่อยอดความคิดเกี่ยวกับการเป็นพ่อ และผมก็อยากเริ่มเขียนบทความนี้ และ… และ…

ในบางเช้า ผมพบว่าตัวเองเปิดพระคัมภีร์ทิ้งไว้แต่กลับนั่งเหม่อลอย ความคิดต่างๆ บินว่อนอยู่ในหัวของผมเหมือนกับนกที่อัดแน่นอยู่ในกรง ผมดึงสติตัวเองกลับมา ผมเป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วเนี่ย? สองนาที? ห้านาที? ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดช่วยลูกด้วย

ผมอยากจะนั่งลงที่เบื้องพระบาทของพระเยซูและปล่อยให้โลกอันแสนวุ่นวายนี้ผ่านพ้นไป แต่ผมก็รู้ดีว่ามันรู้สึกอย่างไรเมื่อความวุ่นวายของโลกได้แทรกซึมเข้ามาในตัวผมและทำให้สมาธิของผมกระเจิดกระเจิง ในเช้าวันแบบนั้น ผมได้แต่ปิดพระคัมภีร์ลงพร้อมกับถอนหายใจ และสงสัยว่าผมเพิ่งจะทิ้งสันติสุขและความชื่นชมยินดีอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง

ผมกำลังเรียนรู้ว่า การวอกแวกเป็นศัตรูที่ดื้อรั้น มีเพียงไม่กี่เช้าเท่านั้นที่ผมจะรวบรวมสมาธิได้อย่างง่ายดาย โดยส่วนใหญ่แล้ว ผมต้องเผชิญกับภาระงานมากมาย ความคิดหลายเรื่อง ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ และความต้องการหลายอย่างที่กำลังร้องเรียกชื่อผม และผมต้องพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้ยินพระสุรเสียงที่ดีกว่าซึ่งอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น นั่นคือ “สก็อตต์ สก็อตต์เอ๋ย เธอกระวนกระวายและวุ่นวายกับหลายสิ่งนัก แต่สิ่งที่มีความจำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว” (ดู ลูกา 10:41-42)

สำหรับคุณที่รักพระสุรเสียงของพระเยซู แต่ก็มักจะพลาดที่จะได้ยินพระองค์อยู่บ่อยครั้ง ผมขอเชิญชวนให้คุณมาพิจารณาถึงความจริง แผนการ คำอธิษฐาน และขุมทรัพย์ล้ำค่าไปด้วยกัน

ความจริง

ประการแรก ความจริงที่ยากจะยอมรับ: หากคุณปล่อยมันไป ความวอกแวกจะขโมยสิ่งที่ดีที่สุดไปจากจิตวิญญาณของคุณ

เราต้องยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้าผ่านการเอาใจใส่อย่างขยันขันแข็งและด้วยความเชื่อ ไม่เช่นนั้นเราก็จะสูญเสียมันไป
เราต้องยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้าผ่านการเอาใจใส่อย่างขยันขันแข็งและด้วยความเชื่อ ไม่เช่นนั้นเราก็จะสูญเสียมันไป

คุณจำได้ไหมว่าพระเยซูตรัสกับผู้ฟังของพระองค์บ่อยแค่ไหนให้ฟัง ให้ตั้งใจฟังจริงๆ? “ใครมีหู จงฟังเถิด” (มาระโก 4:9) “จงพิจารณาสิ่งที่ท่านได้ยิน” (มาระโก 4:24) “ทุกคนจงฟังและเข้าใจข้อนี้” (มาระโก 7:14) “[พวกท่าน] มีหูแต่ไม่ได้ยินหรือ?” (มาระโก 8:18)

ทำไมจึงต้องย้ำประเด็นนี้บ่อยๆ? เพราะหากเราไม่ได้ยิน ไม่ตั้งใจฟังจริงๆ นกก็จะมาจิกกินข่าวประเสริฐไปจากใจของเรา หรือต้นหนามก็จะงอกขึ้นมาและรัดมันไว้ (มาระโก 4:15, 18-19) เมื่อเราได้รับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พระวจนะนั้นจะไม่คงอยู่ในใจหากปราศจากการดูแลรักษา เราต้อง “ยึดมั่น” ในพระวจนะนั้นผ่านการเอาใจใส่อย่างขยันขันแข็งและด้วยความเชื่อ (ลูกา 8:15) ไม่เช่นนั้นเราก็จะสูญเสียมันไป

แต่ความจริงที่ยากจะยอมรับนี้ก็มาพร้อมกับความจริงที่เปี่ยมด้วยความหวัง: หากคุณยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น การจดจ่อเอาใจใส่จะนำสิ่งที่ดีที่สุดมาสู่จิตวิญญาณของคุณ เมื่อชาวเมืองสะมาเรีย “ก็ล้วนตั้งใจฟังสิ่งที่ฟีลิปกล่าว” ความชื่นชมยินดีอย่างยิ่งก็เกิดขึ้นตามมา (กิจการ 8:6, 8) เมื่อลิเดีย “ตั้งใจฟังสิ่งที่เปาโลกล่าว” แม่น้ำก็กลายเป็นสถานที่ให้บัพติศมา (กิจการ 16:14-15) และเมื่อเราจดจ่อเอาใจใส่ในพระคัมภีร์ พระเจ้าก็จะประทาน ประทาน และประทานให้เราอย่างล้นหลาม

ในการอ่านพระคัมภีร์ การจดจ่อเอาใจใส่คือตาข่ายสำหรับดักจับความชื่นชมยินดี เป็นตัวเรือนสำหรับยึดอัญมณีอันล้ำค่า เป็นมือที่คว้าชายฉลองพระองค์ของพระคริสต์ เป็นตะกร้าสำหรับใส่ขนมปังแห่งชีวิต เป็นถนนสู่หมู่บ้านเอมาอูสที่เราได้พบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา เป็นพระที่นั่งที่ต้อนรับความเป็นกษัตริย์ของพระองค์

“จงอ้าปากให้กว้างเถิด เราจะป้อนเจ้าให้อิ่ม” พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ในสมัยก่อน (สดุดี 81:10) และพระองค์ก็ตรัสกับเราในทุกๆ เช้าเช่นกันว่า “เรามีสันติสุขสำหรับความทุกข์ใจของเจ้า มีสติปัญญาสำหรับความสับสนของเจ้า มีทางกลับมาจากการหลงทางของเจ้า เพียงแค่เปิดความตั้งใจจดจ่อของเจ้าให้กว้างเถิด ลูกเอ๋ย แล้วเราจะเติมเต็มให้เอง”

แผนการ

การจดจ่อเอาใจใส่เป็นของประทานจากพระเจ้า แต่ก็เป็นการกระทำของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องวางแผน เช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดี เราใช้คำว่า “ข้าพระองค์จะ”: “ข้าพระองค์ใคร่ครวญข้อบังคับของพระองค์” “ข้าพระองค์เทิดทูนพระบัญชาซึ่งข้าพระองค์รัก” “ข้าพระองค์จะไม่ลืมข้อบังคับของพระองค์” (สดุดี 119:15, 48, 93) ใช่แล้ว โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า ผมจะทำเช่นนั้น

โดยทั่วไปเรามักพบกับความวอกแวกสองประเภทในระหว่างการอ่านพระคัมภีร์ ได้แก่ เรื่องเล็กน้อยไร้สาระ และเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจ เรื่องเล็กน้อยไร้สาระ ได้แก่ ข่าวสาร อีเมล และจำนวนคนกดไลก์โพสต์อินสตาแกรมล่าสุดของคุณ ส่วนเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจ ได้แก่ ความขัดแย้งในความสัมพันธ์ ความยากลำบากในที่ทำงาน และงานที่คุณกำลังจะลืมทำ แผนการสองรูปแบบจะช่วยกันความวอกแวกเหล่านี้ออกไปได้

ประการแรก วางแผนที่จะกันเรื่องเล็กน้อยไร้สาระออกไป ลองจินตนาการว่าคุณสามารถกดปุ่มเพื่อให้สมองได้รับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ได้ ปุ่มดังกล่าวจะทำให้คุณวอกแวกในขณะที่คุณอ่านพระคัมภีร์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันคงจะสร้างความแตกต่างอย่างมากจริงไหม หากปุ่มนั้นวางอยู่บนโต๊ะข้างๆ คุณ หรือหากมันถูกเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าชั้นบน

โทรศัพท์ของคุณก็คือปุ่มนั้น และมันสร้างความแตกต่างอย่างมากต่อการอ่านพระคัมภีร์ของคุณ ว่าโทรศัพท์นั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม หรือคุณต้องเดินข้ามห้องหรือเดินขึ้นบันไดเพื่อไปหยิบมัน หากมีสิ่งอื่นนอกจากโทรศัพท์ที่ทำให้คุณวอกแวกได้พอกัน ให้ใช้หลักการเดียวกันนี้: เก็บสิ่งเล็กน้อยไร้สาระไว้ให้ไกลจากการอ่านพระคัมภีร์ของคุณ

ประการที่สอง วางแผนที่จะดักจับเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจ ความคิดบางอย่างส่งผลรุนแรงมากจนเราไม่สามารถอ่านต่อไปได้เว้นแต่เราจะจัดการกับมันด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่เราจะจัดการกับความคิดเหล่านั้นอย่างไรโดยไม่ปล่อยให้มันพัดพาเราไป? ผมพบว่าการมีสมุดโน้ตเล็กๆ และปากกาไว้ใกล้ๆ เพื่อเป็นกรงสำหรับดักจับความวอกแวกนั้นเป็นประโยชน์มาก การเขียนไอเดียหรืองานลงไปไม่ได้ช่วยแก้ปัญหานั้น แต่การทำเช่นนั้นอย่างน้อยก็ทำให้ผมมั่นใจว่าความคิดนั้นจะไม่สูญหายไปไหน

ความทุกข์ใจที่ลึกซึ้งกว่านั้นมักจะไม่สามารถดักจับได้ด้วยการเขียน ดังนั้น เมื่อเรารู้สึกวอกแวกจากบาดแผลในใจและความโศกเศร้า ความขุ่นเคืองใจและความเสียใจ คงจะฉลาดกว่าหากเราเปลี่ยนความคิดที่วนเวียนในหัวของเราให้กลายเป็นคำอธิษฐาน ระบายความทุกข์ของคุณออกมา ระบุความโศกเศร้าของคุณ ปล่อยให้พระเจ้าของคุณทรงเก็บรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ในพระหัตถ์ที่ทรงห่วงใยของพระองค์ แล้วจึงกลับมาฟังพระสุรเสียงของพระองค์ในพระคัมภีร์อีกครั้ง

คำอธิษฐาน

การจดจ่อเอาใจใส่เป็นการกระทำของเรา แต่เหนือสิ่งอื่นใด มันคือของประทานจากพระเจ้า ดังนั้นเราจึงไม่เพียงแต่วางแผนเท่านั้น แต่ต้องอธิษฐานด้วย เช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดี เราไม่เพียงใช้คำว่า “ข้าพระองค์จะ” แต่ยังใช้คำว่า “ขอทรงโปรดช่วย” ด้วย: “ขอทรงเปิดตาของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายในบทบัญญัติของพระองค์” “ขอทรงหันจิตใจของข้าพระองค์สู่กฎเกณฑ์ของพระองค์” “ขอทรงหันสายตาของข้าพระองค์จากสิ่งที่ไร้ค่า” (สดุดี 119:18, 36-37) ผ่านทางการอธิษฐาน หน้ากระดาษของพระคัมภีร์ก็จะถูกฉาบไว้ด้วยความมหัศจรรย์

ในบทก่อนหน้าที่พระเยซูจะเสด็จเข้าไปในบ้านของมารีย์และมารธา พระองค์ได้เสด็จขึ้นไปบนภูเขากับเปโตร ยากอบ และยอห์น “ขณะพระองค์ทรงกำลังอธิษฐาน พระพักตร์ของพระองค์ก็เปลี่ยนไปและฉลองพระองค์สว่างสุกใสดังแสงฟ้าแลบ” (ลูกา 9:29) พระเยซู บุตรช่างไม้จากเมืองนาซาเร็ธ ทรงจำแลงพระกายต่อหน้าพวกเขา เหล่าสาวกได้เห็นพระสิริของพระองค์ และไม่มีใครในพวกเขาวอกแวกเลยแม้แต่คนเดียว

เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันนี้เสด็จเข้ามาในบ้านของสองพี่น้อง แน่นอนว่ามารีย์ได้นั่งลงที่เบื้องพระบาทของพระเยซูอย่างไม่วอกแวก เพราะเธอได้สัมผัสถึงประกายแห่งพระสิริอันเจิดจ้าของพระองค์ ตาใจของเธอได้มองเห็นผู้ที่ทรงทอแสงดั่งดวงอาทิตย์ หูฝ่ายจิตวิญญาณของเธอได้ยินเสียงสะท้อนแห่งพระสุรเสียงของพระบิดาที่ตรัสว่า “จงเชื่อฟังท่านเถิด!” (ลูกา 9:35) ดังนั้น มารีย์จึงเชื่อฟัง เธอ “นั่งอยู่แทบพระบาทขององค์พระผู้เป็นเจ้า และฟังคำตรัสของพระองค์” (ลูกา 10:39)

ผ่านทางการอธิษฐาน เราได้นั่งลงที่เบื้องพระบาทของพระเยซู และได้เห็นพระองค์อย่างที่มารีย์เห็น ในเช้าอันแสนวิเศษบางวัน ขณะที่เราเปิดพระคัมภีร์ โต๊ะกินข้าวในครัวก็สามารถกลายสภาพเป็นภูเขาแห่งการจำแลงพระกายได้ ห้องนั่งเล่นกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เราได้ปีนขึ้นไปยังสถานที่ที่ความวอกแวกไม่กล้าย่างกรายเข้ามา

แน่นอนว่า พระเจ้าสามารถตอบคำอธิษฐานขอการจดจ่อเอาใจใส่ของเราได้ โดยไม่จำเป็นต้องประทานประสบการณ์บนยอดเขาที่ทำให้เราถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้าพระองค์ โดยส่วนใหญ่แล้ว เราอาจจะเพียงแค่รู้สึกว่าเรามีจิตใจที่สงบลงและมีท่าทีในใจที่อ่อนโยนขึ้น เราจะพบว่าตัวเองสามารถขจัดความวอกแวกได้ดีขึ้น และพร้อมที่จะตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น

แต่นั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราอธิษฐานเท่านั้น ดังนั้น จะเป็นอย่างไร หากในทุกๆ เช้าก่อนอ่านพระคัมภีร์ คุณจะลองหยิบยกพระคัมภีร์สักข้อจากพระธรรมสดุดีบทที่ 119 (หรือจากส่วนอื่นๆ ของพระคัมภีร์) และเปลี่ยนข้อความเหล่านั้นให้เป็นคำอธิษฐานเพื่อขอการจดจ่อเอาใจใส่?

ขุมทรัพย์

เมื่อใดก็ตามที่เราอ่านพระคัมภีร์ด้วยความตั้งใจจดจ่อ เราจะก้าวเดินออกมาพร้อมกับขุมทรัพย์ในมือ ซึ่งก็คือพระวจนะที่ล้ำค่ายิ่งกว่าเงินและทอง (สดุดี 119:72) และหน้าที่ของเราในตอนนี้คือการยึดรักษามันไว้

“ลูกเอ๋ย จงตั้งใจฟังสิ่งที่เรากล่าว เงี่ยหูฟังถ้อยคำของเรา อย่าให้มันคลาดสายตาของเจ้า จงรักษามันไว้ในใจของเจ้า” (สุภาษิต 4:20-21)

พระเจ้าตรัสกับเราผ่านทางพระวจนะของพระองค์ ไม่ใช่เพียงเพื่อจะพบกับเราในชั่วเวลานั้นเท่านั้น แต่เพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้กับเราสำหรับช่วงเวลาที่รออยู่ข้างหน้าด้วย โดยพระวจนะของพระองค์ พระองค์ทรงเตรียมเราให้พร้อมที่จะต่อสู้กับการทดลอง อดทนต่อความยากลำบาก ดำเนินชีวิตในการกระทำความดี และให้พระองค์อยู่ตรงหน้าเราเสมอ พระวจนะของพระองค์คือขุมทรัพย์สำหรับวันนี้

บางครั้ง ผมก็ใช้ชีวิตเหมือนคนที่มีกระเป๋ากางเกงขาดเป็นรู ซึ่งทำขุมทรัพย์หล่นหายไปตั้งแต่ช่วงสายของวัน แต่จะเป็นอย่างไรหากคุณและผมจะใส่ใจฟังเสียงแห่งสติปัญญา และไม่ยอมให้พระคัมภีร์คลาดสายตาของเราไป? จะเป็นอย่างไรหากเราไม่เพียงแต่เป็นผู้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ตั้งใจจดจ่อมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้อารักขาพระวจนะที่ใส่ใจมากขึ้นด้วย? เราอาจเขียนข้อพระคัมภีร์สักข้อจากการอ่านของเราลงบนกระดาษโน้ต หรือกลับมาทบทวนพระคัมภีร์ตอนนั้นสั้นๆ หลังมื้อเที่ยง หรือส่งข้อความหาเพื่อนเพื่อแบ่งปันสิ่งที่เราได้เรียนรู้ หรือให้พระคัมภีร์ส่วนนี้เป็นแนวทางในคำอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าก่อนมื้ออาหาร หรืออาจจะทำด้วยวิธีอื่นๆ อีกมากมายเพื่อปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างขุมทรัพย์ล้ำค่า

สิ่งที่ทำให้วอกแวกในแต่ละวันจะยังคงเข้ามา และหลายสิ่งก็พร้อมที่จะแย่งชิงความสนใจของเราไป แต่แล้วเราก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าและสัมผัสได้ถึงทองคำนั้นอีกครั้ง เราหันความคิดกลับมาที่พระคัมภีร์และระลึกถึงพระเจ้าของเราอีกครั้ง และตลอดทั้งวัน เราจะได้กลับมาสู่ส่วนที่ดีและประเสริฐกว่านั้นเสมอ (ลูกา 10:42)

 

เกี่ยวกับผู้เขียน
สก็อตต์ ฮับบาร์ด (Scott Hubbard) เป็นอาจารย์สอนและบรรณาธิการบริหารของ Desiring God เป็นศิษยาภิบาลที่คริสตจักร All Peoples และเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยและพระคริสตธรรมเบธเลเฮม (Bethlehem College and Seminary) ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่เมืองมินนีแอโพลิสร่วมกับเบธานี ภรรยาของเขา และลูกชายอีกสี่คน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสก็อตต์

อย่าพลาดเนื้อหาใหม่

บทความ คำเทศนา และศาสนศาสตร์ — ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

ปกป้องโดย reCAPTCHA — ความเป็นส่วนตัว & ข้อกำหนด

หมวดหมู่เนื้อหา

สก็อตต์ ฮับบาร์ด
สก็อตต์ ฮับบาร์ด
อาจารย์สอนและบรรณาธิการบริหารของ Desiring God
Desiring God
สก็อตต์ ฮับบาร์ด (Scott Hubbard) เป็นอาจารย์สอนและบรรณาธิการบริหารของ Desiring God เป็นศิษยาภิบาลที่คริสตจักร All Peoples และเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยและพระคริสตธรรมเบธเลเฮม (Bethlehem College and Seminary) ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่เมืองมินนีแอโพลิสร่วมกับเบธานี ภรรยาของเขา และลูกชายอีกสี่คน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสก็อตต์