พระคัมภีร์

เรียงตามประเภทเนื้อหา

เนื้อหาพระคัมภีร์ล่าสุด

31/08/2026

“ฉันวอกแวกเกินไปเวลาอ่านพระคัมภีร์” เหตุผลแย่ๆ ที่เราละเลยพระคัมภีร์

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 2 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 1 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรมนางรูธ 

22/03/2026

คำแนะนำสำหรับการศึกษาวิวรณ์ 📖

ร้านหนังสือ

15 ตุลาคม 2026

เปิดพระคัมภีร์ของคุณ เพื่อเป็นพรแก่คริสตจักรของคุณ

Read the original English article at 9Marks
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 4 ตุลาคม 2019
บันทึก (0)
Please login to bookmark Close

หลังจากที่ได้ศึกษาพระธรรมโรม บทที่ 8 ร่วมกับกลุ่มพี่น้องสตรีที่คริสตจักร ฉันก็ประทับใจอย่างยิ่งว่าการได้ศึกษาพระวจนะของพระเจ้าร่วมกับประชากรของพระเจ้านั้นเป็นของขวัญที่ล้ำค่าเพียงใด และไม่ใช่แค่กับประชากรของพระเจ้าที่ไหนก็ได้ แต่เป็นพี่น้องสตรีในพระคริสต์ที่ฉันได้ผูกพันกันด้วยพันธสัญญาผ่านทางคริสตจักรท้องถิ่นของเราเอง

มีองค์กรที่ดีมากมายกำลังพยายามทำสิ่งดีๆ เกี่ยวกับกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ ฉันรู้จักกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ระดับเมือง รวมถึงกระดานสนทนาออนไลน์และแอปพลิเคชันต่างๆ และเคยได้ยินเรื่องที่นักเขียนจัดกลุ่มศึกษาเนื้อหาจากหนังสือที่เพิ่งตีพิมพ์ของตนเองเป็นเวลาหกสัปดาห์ แน่นอนว่าการได้ศึกษาพระวจนะของพระเจ้าย่อมดีกว่าการไม่ศึกษาเลยเสมอ แต่สถานที่ที่ดีที่สุดในการทำสิ่งนี้คือการศึกษาร่วมกับเพื่อนสมาชิกในคริสตจักรท้องถิ่นของคุณเอง

เหตุผลสามประการ

1. การศึกษาพระวจนะของพระเจ้าร่วมกับสมาชิกในคริสตจักรช่วยให้เราทำตามพันธสัญญาของคริสตจักรที่มีต่อกันและกัน

ลองพิจารณาย่อหน้าต่อไปนี้จากพันธสัญญาของคริสตจักรของฉันดู

เราจะดำเนินชีวิตไปด้วยกันในความรักแบบคริสเตียน โดยเอาใจใส่ดูแลกันด้วยความรักใคร่และคอยเฝ้าระวังให้แก่กันและกัน อธิษฐานเผื่อกันและกัน ตลอดจนหนุนใจ ตักเตือน ว่ากล่าว และกำชับกันด้วยความสัตย์ซื่อตามแต่โอกาสจะเรียกร้อง

เราจะมุ่งมั่นโดยพระคุณของพระเจ้าที่จะดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างระมัดระวัง โดยปฏิเสธความอธรรมและตัณหาทางโลก และระลึกอยู่เสมอว่า เมื่อเราได้ถูกฝังไว้กับพระองค์แล้วในบัพติศมา และได้ถูกชุบให้เป็นขึ้นมาสู่ชีวิตใหม่ บัดนี้เราจึงมีพันธะหน้าที่พิเศษที่จะดำเนินชีวิตใหม่และบริสุทธิ์

ในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ของเรา การพูดคุยแลกเปลี่ยนมักจะวกกลับมาที่คำถามเดียวคือ “เราจะนำพระคัมภีร์ตอนนี้มาประยุกต์ใช้กับชีวิตของเราในคริสตจักร ในขณะที่เราดำเนินชีวิตตามพันธสัญญาที่มีต่อกันและกันได้อย่างไร”

เมื่อใคร่ครวญพระธรรมโรม บทที่ 8 เราได้พูดคุยกันถึงหัวข้อต่างๆ เช่น

  • การดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ
  • การชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเรา
  • การตายต่อบาป
  • การปักใจในสิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ
  • การเข้าใจความหมายของการที่พระเจ้าทรงรับเราเป็นบุตรและการเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์
  • การเชื่อว่าพระเจ้าทรงทำให้ทุกสิ่งร่วมกันก่อผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์

พระคัมภีร์ตอนเหล่านี้จุดประกายให้เกิดการประยุกต์ใช้ที่เปี่ยมด้วยคุณค่านับไม่ถ้วน และยิ่งมีคุณค่าลึกซึ้งขึ้นไปอีกเมื่อได้ศึกษาร่วมกับพี่น้องสตรีที่รู้จริงๆ ว่าเรากำลังเผชิญความทุกข์ยากอย่างไร และเป็นผู้ที่เห็นการต่อสู้ดิ้นรนของเราในการดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์ เมื่อเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า ศึกษาพระวจนะของพระองค์ และช่วยเหลือกันและกันให้เติบโตขึ้นในพระคุณด้วยการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า เราก็กำลังมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการดำเนินชีวิตตามพันธสัญญาที่เราได้ให้ไว้ต่อกันและกัน

2. คริสตจักรจะไม่เจริญงอกงามหากเราผลักภาระการสร้างสาวกออกไปให้คนข้างนอกทำแทน

สถานที่หลักที่เราควรไปเพื่อรับการสร้างสาวกก็คือคริสตจักรท้องถิ่นของเราเอง ฉันเข้าใจดีถึงแรงดึงดูดของงานรวมตัวระดับเมือง หรือนักพูดที่เร้าใจพร้อมทีมนมัสการที่ยอดเยี่ยมในคริสตจักรที่อยู่ถัดไปไม่ไกล แต่เราควรปรารถนาที่จะให้คุณค่ากับสาระในพระวจนะของพระเจ้ามากกว่าตัวผู้พูด สถานที่ หรือกลุ่มผู้ฟัง เมื่อเรายกหน้าที่การสร้างสาวกให้คนภายนอกทำแทน เราก็จะพลาดโอกาสในการลับคมและกระตุ้นเตือนกันในแบบพิเศษที่มาจากเพื่อนสมาชิกในคริสตจักร

ความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกของเราควรเป็นมากกว่าแค่เรื่องที่เลือกเข้าร่วมตามใจชอบและทำเพียงครั้งคราว และควรมีอะไรมากกว่าแค่คำถามทำความรู้จักกันแบบผิวเผินอย่าง “สบายดีไหม” การศึกษาพระวจนะของพระเจ้าร่วมกับเพื่อนสมาชิกในคริสตจักรทำให้เรามีโอกาสอย่างสม่ำเสมอและจริงจังในการกล่าวถ้อยคำหนุนใจและตักเตือนที่ตรงตามกาลเทศะ เมื่อเวลาผ่านไป ถ้อยคำเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการคบหาดูใจ ความขัดแย้งในที่ทำงาน การมีลูกอ่อน หรือความตึงเครียดในชีวิตสมรส พระวจนะของพระเจ้าตรัสถึงปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด ดังนั้น มาศึกษาพระวจนะร่วมกับพี่น้องสตรีที่คุณใช้ชีวิตคริสเตียนร่วมกับพวกเธอกันเถอะ เพื่อจะได้สัมผัสกับพระพรของผลที่ได้รับการบ่มเพาะในระยะยาว

3. การทำเช่นนี้จะทำให้ประสบการณ์ของคุณในฐานะสมาชิกคริสตจักรลึกซึ้งยิ่งขึ้น

คุณรู้สึกห่างเหินไม่สนิทใจกับใครหรือเปล่า คุณกำลังผิดหวังกับสิ่งที่คุณ “ได้รับ” จากคริสตจักรหรือไม่ ฉันรับรองได้เลยว่าการนั่งลงอ่านหรือศึกษาพระวจนะของพระเจ้าร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ จะสร้างความใกล้ชิดเป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกผูกพันกับคริสตจักรมากยิ่งขึ้น

หากคุณถามคริสเตียนส่วนใหญ่ว่าพวกเขามองหาอะไรในคริสตจักร พวกเขามักจะพูดถึงเรื่อง “ชุมชนแห่งความผูกพัน” อันที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรจะสร้างชุมชนได้ดีไปกว่าการศึกษาพระวจนะของพระเจ้าอีกแล้ว เพราะสิ่งนี้จะผูกพันบรรดาธรรมิกชนเข้าด้วยกัน ทุกครั้งที่เราอยู่ภายใต้พระวจนะคือโอกาสที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ และทุกครั้งก็คือโอกาสที่จะมุ่งมั่นเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าไปด้วยกัน

ศิษยาภิบาลควรพยายามบ่มเพาะความสัมพันธ์เช่นนี้ในหมู่พี่น้องสตรีในคริสตจักรด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกและสำคัญที่สุดคือ พวกเขาสามารถมั่นใจได้ว่าการสอนโดยพี่น้องสตรีที่พวกเขารู้จักจะไม่นำพาใครไปสู่ศาสนศาสตร์ที่น่ากังขา น่าเสียดายที่เราไม่อาจพูดเช่นนี้ได้กับกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ยอดนิยมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบพบปะกันต่อหน้าหรือแบบออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราเปิดพระวจนะของพระเจ้าด้วยกัน เราก็จะเติบโตขึ้นในความรู้ทางศาสนศาสตร์ ซึ่งยิ่งหลอมรวมเราให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในฐานะคริสตจักรมากยิ่งขึ้น

อีกเหตุผลหนึ่งที่ศิษยาภิบาลควรสนับสนุนความสัมพันธ์เหล่านี้ก็คือ สิ่งนี้สามารถช่วยให้ผลของการรวมตัวกันในเช้าวันอาทิตย์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นับเป็นพระพรอย่างยิ่งเสมอเมื่อพระคัมภีร์ที่ใช้เทศนาในวันอาทิตย์สอดคล้องกับการพูดคุยของเราในพระธรรมโรมอย่างเหมาะเจาะ (ราวกับว่าเรานัดแนะกันไว้) นอกจากนี้ เรายังมักจะพูดคุยถึงการประยุกต์ใช้ที่เฉพาะเจาะจงจากคำเทศนา และดูว่าสิ่งเหล่านั้นเชื่อมโยงเข้ากับทั้งพระธรรมโรมและชีวิตประจำวันของเราอย่างไรบ้าง การเชื่อมโยงกันระหว่างคำเทศนากับกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราศึกษาพระวจนะของพระเจ้าในบริบทของคริสตจักรท้องถิ่นเท่านั้น

อาจมีบางช่วงเวลาที่การเข้าร่วมกลุ่มศึกษาภายนอกหรือกลุ่มออนไลน์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดจริงๆ แต่ฉันขอหนุนใจให้คุณลองพิจารณาดูว่า การศึกษาพระวจนะของพระเจ้าร่วมกับพี่น้องสตรีคนอื่นๆ ในคริสตจักรของคุณจะส่งผลดีต่อจิตวิญญาณของคุณและต่อชุมชนคริสตจักรโดยรวมได้อย่างไรบ้าง

จะทำอย่างไรหากคริสตจักรของฉันไม่มีกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์

ขอให้เข้าใจประเด็นนี้ให้ชัดเจน ฉันไม่ได้คิดว่าทุกคริสตจักรจะต้องจัดให้มีกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์สำหรับสตรีอย่างเป็นทางการ (คุณสามารถอ่านความคิดเห็นของฉันเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่นี่) แต่หากคุณปรารถนาที่จะมีโอกาสศึกษาพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น ฉันก็ขอหนุนใจให้คุณชวนเพื่อนสักสองสามคนมารวมตัวกัน แล้วเปิดพระคัมภีร์อ่านด้วยกันอย่างเรียบง่าย สื่อช่วยศึกษาบางส่วนที่ฉันพบว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งมีดังนี้ค่ะ

  • เลือกพระคัมภีร์มาหนึ่งเล่มและอ่านพระคัมภีร์ตอนหนึ่งด้วยกัน โดยตั้งคำถามตามแนวทางการศึกษาพระคัมภีร์แบบอุปนัย (Inductive Bible Study) หนังสือที่แนะนำวิธีทำสิ่งนี้ได้ดีมากคือ Women of the Word โดย เจน วิลคิน (Jen Wilkin)
  • คู่มือศึกษาพระคัมภีร์ชุด Good Book Bible Study Guides
  • คู่มือศึกษาพระคัมภีร์ชุด Inductive Bible Studies โดย เคอร์รี โฟลมาร์ (Keri Folmar)
  • คู่มือศึกษาพระคัมภีร์ชุด Living Word Study Guides โดย แคทลีน นีลสัน (Kathleen Nielson)

*หมายเหตุ (ผู้แปล) คุณสามารถหาหนังสือที่ช่วยในการศึกษาพระคัมภีร์หรือคู่มือศึกษาพระคัมภีร์ภาษาไทยได้จากร้านหนังสือคริสเตียน เช่น CED หรือ สมาคมพระคริสตธรรมไทย เป็นต้น

รักพระวจนะของพระเจ้า รักประชากรของพระเจ้า

ขอเราอย่าลืมว่า “พระคัมภีร์ทุกตอน… เป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการฝึกฝนในความชอบธรรม” (2 ทิโมธี 3:16)

หากพระวจนะของพระเจ้ามีประโยชน์ในด้านเหล่านี้ เราก็ควรใส่ใจว่าเรากำลังใช้พระวจนะอย่างไรและที่ไหน ไม่มีสถานที่ใดที่จะเหมาะแก่การสอน การแก้ไขสิ่งผิด การหนุนใจ และการฝึกฝนผู้อื่นได้ดีไปกว่าในคริสตจักรท้องถิ่นของเราเอง เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ร่วมกับคริสเตียนที่เราได้ผูกพันกันด้วยพันธสัญญา เราก็กำลังทำสิ่งที่ชอบธรรมซึ่งส่งผลไปถึงนิรันดร์กาล จงตั้งใจทุ่มเทให้กับการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า การรู้จักพระบัญญัติของพระองค์ และการเสริมสร้างพระกายของผู้เชื่อ ในขณะที่คุณรักพระวจนะของพระเจ้าไปด้วยกัน

อย่าพลาดเนื้อหาใหม่

บทความ คำเทศนา และศาสนศาสตร์ — ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

ปกป้องโดย reCAPTCHA — ความเป็นส่วนตัว & ข้อกำหนด

หมวดหมู่เนื้อหา

แคร์รี รัสเซลล์
แคร์รี รัสเซลล์
แคร์รี รัสเซลล์ อาศัยอยู่ในเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา (Charlotte, North Carolina) กับเดฟ (Dave) สามีของเธอและลูกอีกสี่คน เธอเป็นสมาชิกของคริสตจักรโอ๊กเฮิสต์แบ๊บติสต์ (Oakhurst Baptist Church) ซึ่งเดฟรับใช้เป็นศิษยาภิบาลอยู่ที่นั่น