เมื่อเราได้ยินคำว่า “การสร้างสาวก” เรามักจะนึกภาพความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว หรือการรวมกลุ่มย่อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้เราเติบโตขึ้นในฐานะคริสเตียน แต่คุณเคยคิดไหมว่า การสร้างสาวกนั้นเกิดขึ้นผ่านการรวมตัวกันของคริสตจักรได้อย่างไร
พระคัมภีร์สอนเราถึงวิธีใช้เวลาร่วมกัน หรือวิธี “ดำเนินชีวิตคริสตจักร” และทุกองค์ประกอบในรอบนมัสการของเราล้วนถูกออกแบบโดยพระเจ้า เพื่อสร้างคุณให้เป็นสาวก และมอบโอกาสให้คุณได้สร้างคนอื่นๆ ในครอบครัวคริสตจักรให้เป็นสาวกด้วยเช่นกัน ลองพิจารณาดูว่า องค์ประกอบของการนมัสการร่วมกันต่อไปนี้ ช่วยหล่อหลอมการเป็นสาวกของเราได้อย่างไร
การร้องเพลงนมัสการ
คริสเตียนร้องเพลงร่วมกันมาตั้งแต่การรวมตัวกันของคริสตจักรในยุคแรกเริ่ม อันที่จริง การร้องเพลงร่วมกันของสมาชิกถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของศาสนาคริสต์ตามหลักพระคัมภีร์ ดังที่เปาโลเขียนถึงคริสตจักรที่เมืองโคโลสีว่า “จงให้พระวจนะของพระคริสต์อยู่ในพวกท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าในใจของท่าน” (โคโลสี 3:16 ฉบับมาตรฐาน)
คริสเตียนร้องเพลงด้วยใจ “ขอบพระคุณ” พระเจ้า และนี่คือวิธีหลักที่เราใช้แสดงความรัก ความเทิดทูน และการสรรเสริญต่อพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา แต่ตามที่เปาโลบอก การร้องเพลงยังเป็นการเสริมสร้างผู้อื่นด้วย นั่นก็คือ เราร้องเพลงเพื่อสร้างซึ่งกันและกันให้เป็นสาวก และการร้องเพลงนี้ไม่ควรเป็นการแสดงจากเวทีส่งไปยังสมาชิก แต่การร้องเพลงของคริสตจักรคือการที่ทั้งคริสตจักรร้องเพลงไปด้วยกัน
เพลงบางเพลงเป็นการร้องทูลต่อพระเจ้า ในขณะที่บางเพลงเป็นการร้องบอกต่อกันและกัน และก็มีอีกหลายเพลงที่สื่อสารไปทั้งสองทิศทาง เนื่องจากเป้าหมายอย่างหนึ่งของการร้องเพลงคือการสอนและการสร้างคนอื่นให้เป็นสาวก เราจึงควรร้องเพลงอย่างสุดใจ เหมือนกำลังร้องถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า คุณอาจจะรู้สึกเหนื่อย อ่อนล้า หรือไม่มั่นใจในเสียงของตัวเอง แต่ขอให้เต็มใจนึกถึงคนอื่นก่อน ด้วยการร้องเพลงอย่างกล้าหาญไปพร้อมกับพวกเขาและร้องเพื่อพวกเขา เพราะพวกเขาต้องการสิ่งนี้พอๆ กับที่คุณต้องการ
นี่ไม่ได้หมายความว่าเราควรร้องแต่เพลงที่สนุกสนานชื่นชมยินดีเมื่อเรามารวมตัวกัน การร้องเพลงของเราควรสะท้อนทั้งความชื่นชมยินดีและความโศกเศร้าในชีวิตคริสเตียน เพราะพระเจ้าทรงกำหนดไว้ทั้งสองอย่าง (ฟีลิปปี 1:29) ด้วยวิธีนี้ คนที่อ่อนแอและกำลังทนทุกข์ก็จะได้รับการหนุนใจให้ร้องเพลง และได้รับการปรนนิบัติเยียวยาในความเจ็บปวดของพวกเขา เราอาจจะจำคำเทศนาที่ทรงพลังเมื่อสิบปีที่แล้วไม่ได้ แต่เรามักจะจดจำเพลงที่ทรงพลังและอัดแน่นไปด้วยข่าวประเสริฐได้นานหลายสิบปี
การอธิษฐานร่วมกัน
เรายังอธิษฐานร่วมกันในคริสตจักรด้วย ในหนังสือกิจการ เราเห็นภาพคริสตจักรรวมตัวกันอธิษฐานอยู่บ่อยครั้ง (2:42; 3:1; 6:4) เพราะนี่เป็นหนึ่งในวิธีหลักที่พระวิญญาณทรงใช้เพื่อขับเคลื่อนคริสตจักรให้เดินหน้าต่อไป และสิ่งนี้ก็ยังคงเป็นจริงในปัจจุบัน
โดยปกติในรอบนมัสการ จะมีคนหนึ่งนำสมาชิกอธิษฐาน ซึ่งหมายความว่าในแต่ละสัปดาห์เรากำลังได้รับการสอนว่าควรอธิษฐานอย่างไร เราสามารถเรียนรู้ได้จากคำอธิษฐานที่ดี ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณถูกขอให้นำอธิษฐานในคริสตจักร ขอให้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะอธิษฐานให้สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า เพราะคุณกำลังสร้างผู้อื่นให้ทำแบบเดียวกัน
การอ่านพระคัมภีร์ร่วมกัน
การอ่านพระคัมภีร์ร่วมกันเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราได้รับการสร้างให้เป็นสาวกเมื่อมารวมตัวกัน เช่นเดียวกับที่เปาโลบอกทิโมธีให้ “จงอุทิศเวลาให้กับการอ่านพระคัมภีร์ในที่ประชุม” (1 ทิโมธี 4:13) เราเองก็ควรฟังการอ่านพระคัมภีร์ และอ่านให้ผู้อื่นฟังในรอบนมัสการของเราเช่นกัน ความสำคัญของการฟังพระคัมภีร์ถูกตอกย้ำด้วยคำพูดของเปาโลในเวลาต่อมา ใน 2 ทิโมธี 3:16-17 ที่ท่านเขียนไว้ว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การว่ากล่าวตักเตือน การแก้ไขข้อบกพร่อง และการฝึกฝนในความชอบธรรม เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พรักพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง”
พระวจนะของพระเจ้ามีฤทธิ์เดชและประทานชีวิต ทั้งยังหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเรา เมื่อพระวจนะถูกอ่านต่อหน้าผู้คน พระวจนะจะเปิดเผยความในใจและพูดตรงเข้าไปในสถานการณ์ชีวิตของพวกเขา คล้ายกับวิธีที่เราใช้พระคัมภีร์ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว เราก็ใช้พระคัมภีร์เพื่อให้คำปรึกษาแก่คริสตจักรในภาพรวมด้วยเช่นกัน
การเทศนาพระวจนะของพระเจ้า
หนึ่งในวิธีหลักที่สร้างเราให้เป็นสาวกคือการฟังคำเทศนาพระวจนะของพระเจ้า พระคัมภีร์จะสอนและหล่อหลอมคริสตจักรให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น (โคโลสี 1:28) ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี ในทางปฏิบัติ บางคนอาจจดโน้ตเพื่อช่วยจำ และคนส่วนใหญ่ก็พบว่าการเปิดพระคัมภีร์ตามไปด้วยจะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาที่เทศนาและช่วยให้จดจ่อได้ดียิ่งขึ้น
เรายังได้รับประโยชน์จากพระวจนะที่เทศนา ด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับคำเทศนานั้นหลังจบการนมัสการ หรือพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์กับพี่น้องสมาชิกและครอบครัวของเราเอง ลองถามคนอื่นดูว่าพวกเขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง หรือมีจุดไหนที่โดนใจพวกเขา นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราจะหนุนใจกันและกันให้ตั้งใจฟัง
พิธีบัพติศมาและพิธีมหาสนิท
เมื่อเราให้บัพติศมาแก่ใครสักคน เรากำลังยืนยันถึงความน่าเชื่อถือในการประกาศความเชื่อของเขา และต้อนรับเขาเข้าสู่คริสตจักร และเมื่อเราร่วมรับพิธีมหาสนิท เราก็กำลังยืนยันความเชื่อของเราและของผู้อื่นอีกครั้ง ขณะที่เราแสดงตัวต่อสาธารณชนว่าเป็นพระกายของพระคริสต์ การรับมหาสนิทนี้ไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาส่วนตัวระหว่างคุณกับพระเจ้าเท่านั้น แต่เป็นการที่ทั้งคริสตจักรร่วมกันยืนยันความจริงเหล่านี้
คุณเห็นไหมว่า พิธีศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้คือการประกาศข่าวประเสริฐต่อสาธารณชนที่มองเห็นได้ ซึ่งช่วยสอน หล่อหลอม และสร้างสมาชิกทุกคนให้เป็นสาวก ผ่านทางพิธีเหล่านี้ เราได้รับการเตือนความจำถึงข่าวประเสริฐ ถึงเอกลักษณ์ของเราในฐานะประชากรของพระเจ้า ถึงความผูกพันที่เรามีต่อกันและกัน ได้เห็นภาพว่าการกลับใจ ความเชื่อ และการประกาศความเชื่อนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร และได้รับการย้ำเตือนถึงความสำคัญของความบริสุทธิ์ ทั้งในระดับบุคคลและระดับคริสตจักร
การสามัคคีธรรม
การสร้างสาวกร่วมกันไม่ได้จบลงที่การอวยพรหรือคำอธิษฐานปิดท้าย ถ้าเป็นไปได้ อย่าเพิ่งรีบกลับหลังเลิกนมัสการ ให้อยู่ต่อและพูดคุยกับคนอื่นๆ ด้วยความตั้งใจที่จะหนุนใจพวกเขา และรับการหนุนใจจากพวกเขา ในมื้ออาหารของครอบครัว คุณคงไม่กินเสร็จแล้วรีบลุกออกไปทันทีใช่ไหม อาหารช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายคุณฉันใด ผู้คนรอบตัวคุณก็หล่อเลี้ยงคุณฉันนั้น คริสตจักรคือเวลาของครอบครัว!
บทสรุป
การสร้างสาวกเมื่อคริสตจักรมารวมตัวกัน ไม่ใช่แค่งานของศิษยาภิบาล แต่เป็นงานของสมาชิกทุกคน ในอุดมคติแล้ว ทุกคนควรได้รับการสร้างให้เป็นสาวกและเป็นผู้ที่สร้างคนอื่นให้เป็นสาวกด้วย ดังนั้น เราจึงควรใช้ทุกโอกาสให้คุ้มค่าที่สุด ด้วยสิทธิพิเศษและความรับผิดชอบที่พระเจ้าประทานให้นี้