พระคัมภีร์

เรียงตามประเภทเนื้อหา

เนื้อหาพระคัมภีร์ล่าสุด

31/08/2026

“ฉันวอกแวกเกินไปเวลาอ่านพระคัมภีร์” เหตุผลแย่ๆ ที่เราละเลยพระคัมภีร์

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 2 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 1 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรมนางรูธ 

22/03/2026

คำแนะนำสำหรับการศึกษาวิวรณ์ 📖

ร้านหนังสือ

17 กันยายน 2026

ใจที่ชอบจับผิดคือใจที่ทุกข์ระทม

Read the original English article at Desiring God
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 26 มิถุนายน 2026
บันทึก (0)
Please login to bookmark Close

มื้อค่ำจบลง และคุณสวมกอดบอกลาเพื่อนๆ ขณะถอยรถออกจากบ้านของพวกเขา คุณรู้สึกตื่นตัวราวกับดื่มกาแฟจากทุกสิ่งที่สายตาช่างสังเกตของคุณมองเห็นระหว่างมื้ออาหาร คุณพรั่งพรูคำตัดสินที่ดู “ลึกซึ้ง” ออกมา พร้อมกับมั่นใจว่าคู่สมรสของคุณคงรู้สึกขอบคุณที่ได้อยู่กับคนที่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ได้ดีขนาดนี้

แต่ในความเป็นจริง คุณกำลังชำแหละเพื่อนของคุณด้วยมีดผ่าตัดที่ไร้ความปรานี และแล่ชีวิตของพวกเขาเหมือนการผ่ากบในคาบเรียนชีววิทยา ใครจะไปรู้ว่าพวกเขาจะบ้าของกินออร์แกนิกขนาดนั้น! ให้ตายเถอะ การให้เด็กๆ ทำงานบ้านคงจะช่วยให้ลูกของพวกเขาดีขึ้นนะ! คุณกลับถึงบ้านพร้อมกับวิธีแก้ปัญหาสามถึงห้าข้อสำหรับข้อบกพร่องของพวกกบ เอ๊ะ หมายถึงเพื่อนของคุณต่างหาก แต่ลึกๆ แล้วคุณรู้ดีว่าการเอาชื่อของพวกเขามาปู้ยี้ปู้ยำนั้นก็เพื่อยกตัวคุณเองให้สูงขึ้น

มีความตื่นเต้นซ่อนอยู่ในการชี้นิ้วตัดสินคนอื่น เป็นความสุขอันชวนเสพติดเมื่อได้วิเคราะห์สิ่งที่คิดว่าเป็นบาปและความแปลกประหลาดของคนอื่น แฟลนเนอรี โอคอนเนอร์ นักเขียนชาวอเมริกัน มักใส่ตัวละครที่เป็น “คนนอกคอก” ลงในเรื่องสั้นของเธอ เพื่อเป็นเป้านิ่งให้คนเย่อหยิ่งเหยียบย่ำได้ง่ายๆ เธอตระหนักดีว่าบ่อยครั้งเพียงใดที่ในความพยายามจะทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น เราจึงมักมองหาข้อผิดพลาดมากมายในตัวคนอื่น

จิตวิญญาณแห่งการชอบวิพากษ์วิจารณ์ดำเนินมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์โลก งูร้ายใส่ความพระเจ้า อาดัมโทษเอวา คาอินเกลียดชังอาแบล ฮามทำให้โนอาห์อับอาย และอีกมากมาย แน่นอนว่าคำวิจารณ์อาจเป็นเรื่องจริงและมีคุณค่าพอที่จะนำมาใคร่ครวญ (ลองนึกถึงนาธันกับดาวิดดูสิ) แต่บ่อยครั้งที่คำวิจารณ์ของเราเป็นความพยายามที่จะเอาเป้าโจมตีบนหลังของเราออก เพื่อแลกกับมงกุฎที่เป็นของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

ขอให้เราหยุดและสารภาพความจริงกันเถอะว่า การทำตัวเป็นทั้งผู้พิพากษาและคณะลูกขุนนั้นขัดแย้งกับข่าวประเสริฐอย่างสิ้นเชิง

พระเจ้า ผู้ทรงพิพากษาด้วยพระคุณ

ส่วนหนึ่งของข่าวดีในข่าวประเสริฐก็คือ ในช่วงเวลาที่เราเลวร้ายที่สุด พระโลหิตของพระเยซูก็ยัง “กล่าวถึงสิ่งที่ดียิ่งกว่า” (ฮีบรู 12:24) เราคือคนนอกคอกอย่างที่สุด แต่พระองค์ก็ยังทรงต้องการเรา พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ทุกประการที่จะส่งเราไปสู่ความตายในทันทีและตลอดกาล ตรีเอกานุภาพอาจจะทรงยินดีกับความพินาศของเราเมื่อเราปิดล็อกประตูรถขังตัวเองไว้ก็ได้ แต่พระบิดากลับทรงสำแดงความรักและพระคุณของพระองค์อย่างเปิดเผย เมื่อพระองค์ “ทรงให้พระเยซูเป็นเครื่องบูชาลบบาป แก่ผู้ที่มีความเชื่อในพระโลหิตของพระเยซู” (โรม 3:25) การไถ่บาปของเราไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเป็นผลจากการที่เราไปเจอพระเจ้าในวันที่พระองค์ทรงอารมณ์ดี แต่ทว่า “เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก” (เอเฟซัส 1:4) พระเจ้าไม่ได้ทรงจับผิดซากกบที่ตายแล้ว แต่พระองค์ทรงชุบชีวิตพวกมันให้ฟื้นคืนมาใหม่

ข่าวประเสริฐคือเหตุผลที่เราควรเข้าหาผู้อื่นด้วยความตระหนักว่าเราเองก็กำลังเดินกะเผลก ยาโคบแทบไม่มีเรื่องดีๆ จะพูดถึงเอซาวเลย ด้วยความอิจฉาในสิ่งที่เป็นของพี่ชาย ยาโคบจึงร่วมมือกับแม่วางแผนการร้ายอยู่หลังม่านเต็นท์ มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่ทำให้ยาโคบต้องหนีเตลิดไปให้ไกลแสนไกลจากครอบครัว จนกระทั่งพระเจ้าทรงมาพบเขาในการปล้ำสู้ที่ไม่คาดคิด ด้วยสะโพกที่เคล็ดและหัวใจดวงใหม่ ยาโคบประกาศว่า “เราได้เห็นพระเจ้าต่อหน้าต่อตา กระนั้นพระองค์ยังทรงไว้ชีวิตเรา” (ปฐมกาล 32:30)

เหงื่อยังคงเกาะอยู่บนหน้าผากของยาโคบเมื่อเขาเห็นเอซาวกำลังเดินเข้ามา หลังจากที่ต้องแยกทางกันอย่างขมขื่นมาทั้งชีวิต เอซาวคงจะประหลาดใจกับรูปลักษณ์และท่าทีของน้องชายที่เปลี่ยนไป จากคนที่เคยหยิ่งผยองและชอบวางแผน บัดนี้กลับเดินกะเผลกราวกับม้าพยศที่ถูกฝึกจนเชื่องและสงบลง หากเราเคยปล้ำสู้กับพระเจ้าและได้รับพระเมตตาจากพระองค์แล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือเราจะหยิบยื่นพระเมตตาแบบเดียวกันนั้นให้กับผู้อื่น เราเข้าหาเอซาวในชีวิตของเราในฐานะเพื่อนคนบาปและผู้ทนทุกข์ด้วยกัน ไม่ใช่อย่างผู้พิพากษา

ปรนนิบัติและติดตาม

การที่ยาโคบเดินกะเผลกไปหาเอซาวเป็นการพลิกบทบาทที่น่าจดจำ แต่ภาพของพระเยซูที่ทรงเดินกะเผลกมาหาเรานั้น เป็นภาพที่ทำลาย “ความสนุก” ของการทำตัวเย่อหยิ่งคอยจับผิดผู้อื่นไปจนหมดสิ้น เรายังจะกล้ายืนกอดอกข่มเพื่อนบ้านอยู่อีกหรือ ในเมื่อพระเยซูทรงยอมเดินกะเผลกมาหาเราในสภาพความเป็นมนุษย์ หรือตามที่จอห์น คาลวิน กล่าวไว้ว่า พระองค์ทรงยอม “โน้มตัวลง” เพื่อปรับให้เข้ากับเรา เหมือนพี่เลี้ยงที่ดัดเสียงคุยกับเด็กทารกในอ้อมแขน?

ในพระกิตติคุณ ความรักของพระเยซูเปรียบเสมือนการเดินกะเผลกเมื่อพระองค์ทรง “มีความหวังอยู่เสมอ” และทรง “อดทนบากบั่นอยู่เสมอ” (1 โครินธ์ 13:7) พระองค์ทรงหวังสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา ในขณะที่ทรงยอมทนทุกข์รับสิ่งเลวร้ายที่สุดด้วยความเต็มพระทัย สำหรับส่วนของเรานั้น เราอาจจะวิเคราะห์พฤติกรรมที่น่าสนใจของคนอื่นต่อไปก็ได้ แต่ต้องทำก็ต่อเมื่อการวิเคราะห์ของเราได้รับการชำระล้างด้วยความรักที่เปี่ยมด้วยความหวังและความอดทนของข่าวประเสริฐแล้วเท่านั้น

อย่าลืมว่าพระเยซูทรงดำเนินชีวิตอย่างติดดิน โดยทรงใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับเหล่าสาวก พระองค์ทรงได้ยิน “การซุบซิบนินทาฉันมิตร” และคำตัดสินอย่างไม่ปิดบังมามากมาย ลองดูวิธีที่พระองค์ทรงเปลี่ยนทิศทางความคิดของเหล่าสาวกในสองเหตุการณ์นี้

จงปรนนิบัติผู้อื่นแทน

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในมัทธิว 20:20-28 เมื่อมารดาของ “ลูกฟ้าร้อง” (ซึ่งตัวเธอเองก็คงจะเป็นคนอารมณ์ร้อนไม่เบา) มาทูลขอให้พระเยซูประทานที่นั่งที่ดีที่สุดในแผ่นดินสวรรค์แก่ลูกชายทั้งสองของเธอ สาวกคนอื่นๆ พากันขุ่นเคืองในความกล้าขอเช่นนั้น พระเยซูทรงหยุดพวกเขาไว้ โดยชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก่งแย่งชิงดีแบบโลกนี้อีกต่อไป ในทางกลับกัน แผ่นดินสวรรค์กลับให้เกียรติแก่ทาส แม้แต่พระบุตรของพระเจ้าก็ยังเสด็จมาเพื่อปรนนิบัติ และ “ประทานชีวิตของพระองค์เป็นค่าไถ่เพื่อคนเป็นอันมาก” (มัทธิว 20:28)

นี่คือการเปลี่ยนทิศทางความคิดของพระเยซู: เมื่อคุณถูกล่อลวงให้กดเพื่อนให้ดูต่ำต้อยลง หรือหาข้ออ้างให้ความหงุดหงิดด้วยคำตัดสินที่แม่นยำ จงเลือกที่จะปรนนิบัติแทน จงปรนนิบัติด้วยการรับฟัง การรอคอย การให้อภัย และการเชื่อในสิ่งที่ดีที่สุด จงปรนนิบัติด้วยการมองข้ามความผิด การตั้งคำถามให้มากขึ้น และการเผชิญหน้าเพื่อตักเตือน จงปรนนิบัติตามแบบอย่างของพระเยซู ผู้ทรงทำเช่นนั้นจนสิ้นพระชนม์

จงติดตามพระเยซูแทน

การเปลี่ยนทิศทางความคิดครั้งที่สองอยู่ในยอห์น 21:20-23 พระเยซูทรงบอกให้เปโตรรับรู้ถึงความยากลำบากบางอย่างที่รอเขาอยู่ข้างหน้า เปโตรสังเกตเห็นยอห์นซึ่งสนิทกับพระเยซูเป็นพิเศษอยู่ใกล้ๆ จึงอยากรู้ว่ายอห์นจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ เหมือนกันหรือไม่ พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าเราต้องการให้เขามีชีวิตอยู่จนเรากลับมา จะเกี่ยวอะไรกับท่าน?” (ยอห์น 21:22)

เราไม่สามารถติดตามพระเยซูได้หากสายตาของเรายังคอยจ้องมองแต่คนอื่น เป็นไปได้มากว่า หากเราใช้เวลาส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่กับนิสัยที่น่ารำคาญของเพื่อนบ้าน และคอยเปรียบเทียบพระพรของพวกเขากับพระพรของเรา เราก็จะแทบมองไม่เห็นพระเจ้าเลย พระเยซูทรงเปลี่ยนจุดโฟกัสสายตาของเรา หากเราศึกษาความงดงามอันไร้ขีดจำกัดของพระเจ้า เมื่อพระเยซูตรัสว่า “จงตามเรามา!” ก็จะไม่มีใครสามารถหยุดยั้งเราได้

ความรักเหนือการใส่ร้าย

หากเราไม่พยายามมองผู้อื่นและตัวเราเองผ่านมุมมองของข่าวประเสริฐอย่างจริงจัง นิสัยชอบวิพากษ์วิจารณ์ของเราจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเรากลายเป็นคนขี้จับผิดที่ชำนาญการไปจนถึงวาระสุดท้ายบนเตียงผู้ป่วย ข่าวประเสริฐคือยารักษาโรคนี้ เราประกาศกับเพื่อนบ้านและตัวเราเองว่า พระเยซูทรงรักคนนอกคอก (ด้วยความหวังและความอดทนตามแบบ 1 โครินธ์ 13) เราจะติดตามพระผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักนี้ไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก และยอมปรนนิบัติผู้คนที่เรามักจะอยากนินทาใส่ร้ายแทน เมื่อนั้น โลกจะหยุดและจับจ้องมาที่เหล่ายาโคบ ซึ่งไม่ปล้นชิงพี่น้องของตนอีกต่อไป แต่ยอมเดินกะเผลกเข้าไปเพื่อสวมกอดพวกเขา

 

อย่าพลาดเนื้อหาใหม่

บทความ คำเทศนา และศาสนศาสตร์ — ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

ปกป้องโดย reCAPTCHA — ความเป็นส่วนตัว & ข้อกำหนด

หมวดหมู่เนื้อหา

เจสสิก้า บี.
เจสสิก้า บี.
เจสสิก้า บี. อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัยกับสามีและลูกๆ ทั้งหกคนของเธอ เธอเขียนบทความลงใน A Wasteland Turning