พระคัมภีร์

เรียงตามประเภทเนื้อหา

เนื้อหาพระคัมภีร์ล่าสุด

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 2 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 1 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรมนางรูธ 

22/03/2026

คำแนะนำสำหรับการศึกษาวิวรณ์ 📖

19/03/2026

ภาพรวมของพระธรรมวิวรณ์ (ตอนที่ 2/2) ลูกแกะ vs. พญานาค

ร้านหนังสือ

27 สิงหาคม 2026

การให้และการรับคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้า: ลับกันและกันให้คมด้วยคำพูดของคุณ

Read the original English article at 9Marks
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2015
บันทึก (0)
Please login to bookmark Close

“เหล็กลับเหล็กให้คมได้ฉันใด คนหนึ่งก็ลับเพื่อนของตนให้เฉียบแหลมได้ฉันนั้น” (สุภาษิต 27:17 ฉบับมาตรฐาน)

คำวิจารณ์หรือคำตักเตือนเป็นสิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่มักอยากจะหลีกเลี่ยง ตามธรรมชาติแล้ว เรามักต้องการหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ยากลำบากเมื่อการกระทำ แรงจูงใจ หรือพันธกิจการรับใช้ของเราต้องถูกคนอื่นจับตามองอย่างละเอียด ในขณะเดียวกัน พวกเราหลายคนก็ไม่ชอบที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือตักเตือนผู้อื่น เพราะเราไม่อยากดูเหมือนเป็นคนชอบตัดสิน หรือเสี่ยงที่จะไปทำร้ายความรู้สึกของใคร

แม้ว่าสิ่งนี้อาจจะรู้สึกขัดกับธรรมชาติ แต่ผมอยากเสนอว่าการให้และการรับคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้านั้น เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและคริสตจักรที่เข้มแข็ง หากเราตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้คนเติบโตขึ้นในทางของพระเจ้า แต่กลับไม่สามารถให้คำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้าได้ ท้ายที่สุดแล้วเราก็คงจะช่วยเหลือพวกเขาไม่ได้มากนัก พระเจ้าทรงใช้ประชากรของพระองค์ในการพูดความจริงต่อกันด้วยความรัก และสิ่งนี้ก็รวมไปถึงความจริงที่เป็นการตักเตือนด้วย หากคุณขาดองค์ประกอบนี้ไปในความสัมพันธ์เพื่อการสร้างสาวก คุณก็เป็นเหมือนผู้เลี้ยงแกะที่ปราศจากไม้เท้า

คำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้าคืออะไร?

คำว่า “การวิจารณ์” หรือ “คำวิจารณ์” อาจไม่ค่อยปรากฏให้เห็นมากนักในพระคัมภีร์ของเรา แต่แนวคิดนี้มีอยู่อย่างแน่นอน คำต่างๆ เช่น การว่ากล่าว การตักเตือน การแก้ไข การเตือนสติ และการสั่งสอน ล้วนสื่อถึงแนวคิดเดียวกันนี้

นี่คือคำจำกัดความของคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้าในมุมมองของผม: คือการให้การประเมินเพื่อแก้ไขปรับปรุงบุคคลอื่น รวมถึงการปรนนิบัติรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา โดยมีความตั้งใจที่จะช่วยให้บุคคลนั้นเติบโตขึ้นในความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า

สำหรับบทความนี้ ผมจะมุ่งเน้นไปที่การให้และการรับคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้า ภายใต้บริบทของความสัมพันธ์แบบคริสเตียน ซึ่งอาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา เพื่อนฝูง สมาชิกคริสตจักรด้วยกัน หรือผู้ร่วมทีมรับใช้ในคริสตจักร ผมอยากเน้นย้ำด้วยว่า เรากำลังพูดถึงคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้า สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะไม่ใช่ทุกคำตักเตือนจะมาจากพระเจ้า คำวิจารณ์บางอย่างก็มาจากซาตาน

บางคนให้คำวิจารณ์ที่เกิดจากเนื้อหนังแห่งความบาป (1 โครินธ์ 3:3) ซึ่งขาดสติปัญญาฝ่ายวิญญาณ (ยากอบ 3:14-16) และไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากการทำร้ายผู้อื่น (กาลาเทีย 5:15) บ่อยครั้งที่คำวิจารณ์ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการของพระเจ้าเหล่านี้ มุ่งเป้าไปที่การทำลายผู้อื่นและยกย่องตัวเองให้ดู “เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ” (ลูกา 18:11-14; สุภาษิต 30:32) การโจมตีที่ไร้ความเห็นอกเห็นใจนี้ปราศจากพระคุณเพื่อการเสริมสร้าง และทำให้ผู้คนรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าจะได้รับการช่วยเหลือ

เพื่อช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการให้คำวิจารณ์ในลักษณะนั้น ผมอยากจะขอแบ่งปันคำแนะนำสองสามประการว่าเราควรให้และรับคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้าอย่างไร

วิธีให้คำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้า

1. เป้าหมายคือการเติบโต

เป้าหมายหลักในทุกความสัมพันธ์แบบคริสเตียนควรเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้เติบโตขึ้นในพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:14-15) นี่หมายความว่าคำตักเตือนต้องมีเป้าหมายเพื่อการเสริมสร้าง ไม่ใช่เพื่อการทำลาย (2 โครินธ์ 13:10) ดังนั้นเมื่อคุณพูด จงอธิษฐานพิจารณาว่าคำพูดของคุณจะสามารถมอบพระคุณเพื่อการเสริมสร้างที่จะช่วยให้ผู้อื่นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ได้อย่างไร (เอเฟซัส 4:29) จงแสดงให้พวกเขาเห็นว่าคำตักเตือนของคุณ หากนำไปปฏิบัติ จะสามารถช่วยให้พวกเขาสะท้อนพระสิริของพระเจ้าได้ดีขึ้นได้อย่างไร (มัทธิว 5:16)

2. ตักเตือนด้วยความถ่อมใจ

ความเย่อหยิ่งชอบที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น ดังนั้น หากคุณรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ให้คำตักเตือน นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าความเย่อหยิ่งกำลังชี้นำจิตใจของคุณอยู่ วิธีที่ดีที่สุดในการเติบโตในความถ่อมใจคือการใช้เวลาขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับหลายๆ วิธีที่พระองค์ทรงแก้ไขคุณด้วยพระคุณของพระองค์ ทบทวนซ้ำๆ ว่าข่าวประเสริฐเป็นข่าวดีสำหรับคุณอย่างไร และให้จิตใจได้รับการเร้าใจขึ้นใหม่ด้วยการตระหนักว่าพระเจ้าทรงมีพระคุณต่อคุณมากเพียงใด (เอเฟซัส 2:1-5) สิ่งนี้จะช่วยให้คุณชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของตัวเองก่อนที่จะไปช่วยเขี่ยผงออกจากตาของคนอื่น (มัทธิว 7:1-5)

3. ให้กำลังใจควบคู่ไปกับคำตักเตือน

คำตักเตือนควรมาพร้อมกับการให้กำลังใจในปริมาณที่เหมาะสมแทบจะทุกครั้ง นี่ไม่ใช่กลอุบายทางจิตวิทยาเพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายความรู้สึก แต่เป็นวิธีในการยืนยันว่าพระเจ้ากำลังทรงทำงานในชีวิตของพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะยังจำเป็นต้องเติบโตต่อไปก็ตาม ตัวอย่างเช่น เมื่อทีมงานของคริสตจักรให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเป็นผู้นำหรือการเทศนาของผม ผมต้องการให้พวกเขาช่วยให้ผมเห็นทั้งสิ่งที่ต้องปรับปรุงและสิ่งที่ผมควรทำต่อไป การชี้ให้เห็นถึงหลักฐานแห่งพระคุณไปพร้อมๆ กับส่วนที่ต้องพัฒนา จะทำให้บทสนทนาเพื่อการตักเตือนของคุณมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้กำลังใจได้ที่นี่

4. คิดให้รอบคอบ

จงพิจารณาให้ดีถึงสิ่งที่คุณควรพูดก่อนที่คุณจะพูดออกไป (สุภาษิต 29:20) สิ่งนี้จะช่วยให้คุณคัดกรองเรื่องจุกจิกกวนใจออกไป และเข้าถึงหัวใจสำคัญของสิ่งที่จำเป็นต้องสื่อสารได้ จงอธิษฐานและถามตัวเองว่า “อะไรคือประเด็นหลักที่ฉันต้องพูดถึง? ฉันหวังให้พวกเขาจดจำอะไรได้บ้างเมื่อจบการสนทนาของเรา? อะไรคือสิ่งที่จำเป็นต้องพูดจริงๆ และอะไรคือสิ่งที่สามารถมองข้ามไปได้?” การเตรียมตัวล่วงหน้านี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวคุณเองและคนที่คุณกำลังเผชิญหน้าด้วย

5. มีความชัดเจน

เมื่อคุณให้คำตักเตือน จงมีความชัดเจนให้มากที่สุด คุณกำลังพูดถึงปัญหาเรื่องความบาปหรือปัญหาเรื่องบุคลิกภาพ? นี่เป็นเรื่องใหญ่หรือเป็นสิ่งที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้? วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นคือการยกตัวอย่าง ตัวอย่างเช่น อย่าพูดแค่ว่า “คุณเป็นคนหยาบคาย” แต่คุณอาจลองพูดแบบนี้ว่า “ผมรู้ว่าคุณมีไอเดียที่ดี แต่ผมสังเกตเห็นว่าคุณมักจะพูดแทรกคนอื่นตอนที่พวกเขากำลังพูดอยู่ ผมไม่แน่ใจว่าคุณรู้ตัวไหมที่ทำแบบนี้ แต่มันอาจทำให้คนอื่นรู้สึกว่าคุณไม่ต้องการรับฟังสิ่งที่พวกเขากำลังพูด” ความชัดเจนในคำตักเตือนของคุณจะช่วยให้แน่ใจว่าคุณได้เข้าถึงหัวใจของปัญหาอย่างแท้จริง

6. มีความสุภาพอ่อนโยน

จงห่อหุ้มคำพูดเพื่อการแก้ไขตักเตือนของคุณไว้ด้วยความสุภาพอ่อนโยน ความรักมักจะหาวิธีสื่อสารความจริงในรูปแบบที่รับฟังได้ง่าย การช่วยให้ผู้คนเติบโตฝ่ายวิญญาณอย่างอ่อนโยนถือเป็นเครื่องหมายของความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ (กาลาเทีย 6:1) ความอ่อนโยนต้องไม่ถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ แต่เป็นท่าทีของจิตใจที่พระเจ้าสามารถใช้เพื่อนำผู้อื่นไปสู่การกลับใจได้ (2 ทิโมธี 2:24-26) วิธีหนึ่งในการเติบโตในความอ่อนโยนคือการคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นพูดกับคุณอย่างไรหากพวกเขาเป็นฝ่ายให้คำตักเตือนเดียวกันนี้ (มัทธิว 7:12) คุณจะสามารถให้เกียรติพวกเขาในขณะที่ยังคงช่วยให้พวกเขาเติบโตขึ้นได้อย่างไร (โรม 12:10)? โดยการพิจารณาว่าพวกเขาจะรับฟังสิ่งที่คุณพูดอย่างไร คุณก็จะสามารถปรับคำพูดของคุณให้เป็นไปอย่างอ่อนโยนได้

7. มีความอดทน

“ความรักนั้นก็อดทนนาน” (1 โครินธ์ 13:4) จงจำไว้ว่านิสัยหรือความบาปบางอย่างต้องใช้เวลาในการแก้ไขปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นปัญหาฝังลึกในจิตใจ จงมองความสัมพันธ์ของคุณในระยะยาว และทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยคุณจดจำว่าพระองค์ทรงอดทนต่อคุณมากเพียงใด (อพยพ 34:6) สิ่งนี้จะช่วยให้คุณถ่อมใจต่อหน้าพระเจ้าและมีความอดทนต่อคนที่คุณกำลังช่วยเหลือเพื่อแก้ไขตักเตือนพวกเขา

8. เต็มไปด้วยการอธิษฐาน

รูธ เกรแฮม (Ruth Graham) เคยพูดถึงสามีของเธอไว้ว่า “หน้าที่ของฉันคือการรักบิลลี ส่วนการเปลี่ยนแปลงเขาเป็นหน้าที่ของพระเจ้า” คำกล่าวนี้มีสติปัญญาอย่างมาก แม้ว่าเราสามารถนำความจริงไปสู่จิตใจได้ แต่มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถทำให้เมล็ดพันธุ์นั้นเติบโตขึ้นได้ (1 โครินธ์ 3:6) สิ่งนี้หมายความว่า หากเราไม่ได้อธิษฐานเผื่อพวกเขา เราก็ไม่ควรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงพวกเขาอย่างแน่นอน พระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงมนุษย์ได้ ดังนั้นจงวิงวอนต่อพระองค์เพื่อผู้อื่น

วิธีรับคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้า

1. หิวกระหายที่จะเติบโต

คุณปรารถนาที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณหรือไม่? คุณโหยหาที่จะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น คุณต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายความเย่อหยิ่งที่ต้องการปกป้องภาพลักษณ์ของคุณ เมื่อผู้อื่นตักเตือนเรา ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของเราคือการปกป้องตัวเองและแก้ตัวให้กับคำวิจารณ์ที่พวกเขาหยิบยกขึ้นมา

พี่น้องทั้งหลาย จงทำลายรูปเคารพแห่งภาพลักษณ์ทิ้งเสีย สุภาษิต 12:1 กล่าวว่า “ผู้ที่รักคำสั่งสอนก็รักความรู้ ส่วนผู้ที่เกลียดชังคำตักเตือนก็โง่เขลา” เหตุผลที่ผู้ที่เกลียดคำตักเตือนเป็นคนเขลา ก็เพราะไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้รับการแก้ไขเพื่อพระสิริของพระเจ้า ดังนั้น จงวิงวอนขอให้พระเจ้าทรงทำให้คุณต้องการเติบโตในความบริสุทธิ์และการเป็นประโยชน์เหนือสิ่งอื่นใด ขอให้พระองค์ทรงช่วยให้คุณไม่กลัวที่จะเข้มแข็งขึ้นผ่านการถ่อมใจลงโดยความช่วยเหลือของบรรดาผู้ที่กำลังให้คำแนะนำในชีวิตของคุณ

2. คิดเสมอว่าคุณจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

สุภาษิต 12:15 เตือนเราว่า “คนโง่คิดว่าทางของตนถูกต้อง ส่วนคนฉลาดยอมรับฟังคำแนะนำ” คุณคิดเสมอหรือไม่ว่าคุณจำเป็นต้องมีคนในชีวิตเพื่อคอยตักเตือนและแก้ไขคุณ? คุณคิดเสมอหรือไม่ว่าคนอื่นสามารถเห็นสิ่งต่างๆ ในตัวคุณที่คุณอาจมองไม่เห็น? เป็นเรื่องโง่เขลาที่จะทึกทักเอาว่า แม้ในวันที่เราทำได้ดีที่สุดแล้ว เราก็ไม่สามารถรับความช่วยเหลือจากมุมมองเชิงวิพากษ์ของผู้อื่นได้เลย

3. อย่าขุ่นเคืองใจง่าย

สเปอร์เจียน (Spurgeon) เคยให้คำแนะนำอย่างมีสติปัญญาว่า “หากใครคิดไม่ดีกับคุณ อย่าไปโกรธเขาเลย เพราะคุณนั้นแย่กว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก” ความเย่อหยิ่งในใจของเรามักจะถูกจุดประกายขึ้นเมื่อมีใครมาพูดตักเตือนเรา จงวิงวอนขอให้พระเจ้าทรงช่วยคุณจดจำว่า ไม่ว่าใครจะพูดอะไรกับคุณ คำพูดเหล่านั้นก็ทิ่มแทงใจน้อยกว่าสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสกับคุณในข่าวประเสริฐอย่างมาก

4. ถามเพื่อความชัดเจน

เมื่อมีคนมาตักเตือนคุณ จงขอบคุณพวกเขาที่ช่วยให้คุณเติบโต และหลังจากนั้นให้ถามคำถามเพิ่มเติม ขอให้พวกเขายกตัวอย่างเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจได้ดีขึ้น ขอคำแนะนำว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร การทำเช่นนี้จะเปลี่ยนคำตักเตือนให้กลายเป็นบทสนทนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดเสมอสำหรับการเติบโต

5. คิดเสมอว่าอย่างน้อยก็มีความจริงบางส่วนในสิ่งที่คนอื่นพูดกับคุณ

มนุษย์ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ดังนั้นบางครั้งคำตักเตือนหรือคำวิจารณ์ของพวกเขาก็อาจผิดพลาดและไม่มีมูลความจริง การตอบสนองแรกของคุณไม่ควรเป็นการจับผิดสิ่งที่พวกเขาพูด แต่ควรเป็นการมองหาว่ามีความจริงส่วนใดบ้างที่สามารถเก็บเกี่ยวได้จากคำพูดของพวกเขา เป็นเรื่องยากมากที่คุณจะไม่พบเศษทองคำเลยแม้ในกองขยะที่ใหญ่ที่สุด

6. นึกถึงคริสตจักรอยู่เสมอ

เมื่อคุณได้รับการแก้ไขจากผู้อื่น คุณไม่ใช่คนเดียวที่ได้รับประโยชน์ เพราะคุณเป็นส่วนหนึ่งของพระกายของพระคริสต์ การเติบโตของคุณจึงหมายถึงสิ่งดีๆ สำหรับทุกคน (1 โครินธ์ 12) ผมคงสามารถระบุคำตักเตือนสัก 10 ถึง 15 ข้อที่ผมได้รับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตและพันธกิจของผมไปอย่างมาก

สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้บ่อยที่สุดเกิดขึ้นในปีแรกที่ผมเริ่มต้นเทศนา เมื่อเพื่อนคนหนึ่งชี้ให้เห็นว่าผมเทศนาเรื่องไม้กางเขนอยู่เสมอ แต่แทบไม่เคยพูดถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูเลย เขาหนุนใจให้ผมนำพระเยซูออกมาจากอุโมงค์ฝังศพในการเทศนาของผม ผมดีใจที่เขาทำเช่นนั้น และผมรู้สึกขอบคุณคนอื่นๆ อีกมากมายที่รักผมมากพอที่จะแบ่งปันคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้าให้กับผม

7. ทำเพื่อพระสิริของพระเจ้า

1 โครินธ์ 10:31 กล่าวว่า “ดังนั้นไม่ว่าท่านจะกินหรือดื่มหรือทำอะไรก็ตาม [รวมถึงการให้และการรับคำตักเตือน] จงทำทุกสิ่งเพื่อพระเกียรติสิริของพระเจ้า” นี่หมายความว่าเป้าหมายของเราในการให้ การรับ และการนำคำตักเตือนไปใช้ จะต้องเป็นการช่วยให้ผู้คนมองเห็นพระเจ้าอย่างชัดเจนในชีวิตของเราและชีวิตของผู้อื่นอยู่เสมอ หากพระเกียรติของพระเจ้าคือเป้าหมายสูงสุดของเรา สิ่งนี้จะช่วยปกป้องจิตใจของเราในบทสนทนาที่อาจยากลำบากและท้าทายได้

การสร้างวัฒนธรรมแห่งการลับกันและกันให้คมในคริสตจักร

สิ่งที่เราไม่อยากทำคือการสร้างวัฒนธรรมของนักวิจารณ์ที่คอยจ้องจับผิดกันและกันอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือคริสตจักรที่หยั่งรากลึกในความรักและความห่วงใยซึ่งกันและกันมากเสียจนพวกเขายินดีที่จะมีส่วนร่วมในบทสนทนาที่ลึกซึ้ง เจ็บปวด เต็มเปี่ยมด้วยพระคุณ มีประโยชน์ และช่วยหล่อหลอมอุปนิสัย ซึ่งจะนำพระเกียรติอย่างมากมาสู่พระเจ้า

1. เทศนาข่าวประเสริฐ

ยิ่งเราเทศนาและนำข่าวประเสริฐมาปรับใช้กับตัวเราเองและผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับการเตรียมพร้อมในการให้และรับคำตักเตือนที่มีพระคุณเป็นศูนย์กลางมากขึ้นเท่านั้น หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องไม้กางเขนและคำวิจารณ์ ผมขอแนะนำบทความอันยอดเยี่ยมนี้ของ ดร. อัลเฟรด เจ. พอยริเออร์ (Dr. Alfred J. Poirier)

2. เป็นแบบอย่าง

ศิษยาภิบาลและผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับคนรอบข้าง (1 โครินธ์ 11:1) คุณได้เปิดใจรับคำตักเตือนเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับฝูงแกะของคุณอย่างไรบ้าง? คุณได้เสนอและเปิดรับคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้าให้เป็นส่วนหนึ่งของการออกเดต การประชุมครอบครัว การประชุมทีมงาน หรือในความสัมพันธ์เพื่อการสร้างสาวกอย่างไรบ้าง?

3. เปิดรับคำตักเตือน

จงทำให้การให้และการรับคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้าเป็นเรื่องปกติในความสัมพันธ์เพื่อการสร้างสาวกของคุณ สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณควรจะตักเตือนกันและกันอยู่ตลอดเวลา แต่มันหมายความว่าคุณต้องการให้อนุญาตซึ่งกันและกันในการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย ผมมักจะบอกคนอื่นว่า “คุณได้รับอนุญาตเสมอที่จะชี้ให้เห็นสิ่งใดก็ตามในชีวิตของผมที่คุณคิดว่าผมจำเป็นต้องฟัง” ผมไม่ได้พูดแบบนี้กับทุกคน แต่คนที่ผมกำลังสร้างให้เป็นสาวกจะรู้ว่าพวกเขามีอิสระอย่างเต็มที่ที่จะเข้ามาสำรวจในจิตใจของผมและถามคำถามใดๆ ก็ได้ สิ่งนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการปฏิบัติที่เกิดผลอย่างยอดเยี่ยมและทำให้ผมรู้สึกเป็นอิสระ

4. จัดระบบ

จงหาวิธีทำให้การให้และการรับข้อเสนอแนะเป็นส่วนหนึ่งในมาตรฐานชีวิตของคุณ ในระหว่างการออกเดต บางครั้งภรรยาและผมจะถามคำถามว่า “อะไรคือสิ่งที่คุณอยากให้ผมเลิกทำ? อะไรคือสิ่งที่คุณอยากให้ผมเริ่มทำ? และอะไรคือสิ่งที่คุณอยากให้ผมทำต่อไป?” ในทำนองเดียวกัน การประชุมทีมงานคริสตจักรของเราจะครอบคลุมถึงการอธิษฐาน การวางแผน และการทบทวนรอบนมัสการจากวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ช่วงเวลาในการรับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเทศนาของผมนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการเติบโตของผมในฐานะผู้รับใช้พระวจนะของพระเจ้า

5. ระวังตนเองจากการสร้างท่าทีชอบจับผิด

หากคุณเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่มีการให้และการรับคำตักเตือนตามหลักการของพระเจ้า บางครั้งคุณจะถูกล่อลวงให้เกิดท่าทีชอบจับผิด บทเพลงทุกเพลง คำอธิษฐานทุกคำ บทเทศนาทุกบท บทสนทนาทุกเรื่อง อาจถูกนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด เราต้องปกป้องจิตใจของเราจากลักษณะนิสัยอันเป็นบาปนี้ การชอบจับผิดวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปตามหลักการของพระเจ้า แต่การสามารถช่วยเหลือผู้อื่นด้วยคำตักเตือนนั้นเป็นไปตามหลักการของพระเจ้า การเข้าใจถึงความแตกต่างนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของทุกคน

6. สร้างวัฒนธรรมแห่งการให้กำลังใจควบคู่ไปด้วย

วัฒนธรรมแห่งการให้กำลังใจคือกุญแจสำคัญสู่วัฒนธรรมแห่งการตักเตือนที่แข็งแรง ผมไม่แน่ใจว่าสัดส่วนที่เหมาะสมคือเท่าไร แต่ผมหวังว่าภรรยา ลูกๆ เพื่อนๆ และผู้ร่วมพันธกิจของผม จะได้รับฟังคำหนุนใจจากผมมากกว่าคำตักเตือนถึง 5 ถึง 10 เท่า หากการให้กำลังใจเป็นความตั้งใจ เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และจริงใจ คำตักเตือนก็จะทำหน้าที่เหมือนผ้าขัดเงาที่ช่วยขัดเกลาจิตใจของกันและกัน แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น คำตักเตือนก็จะกลายเป็นปืนพ่นไฟที่เผาผลาญแทน

7. อธิษฐานเผื่อสิ่งนี้

จงอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงสร้างวัฒนธรรมในคริสตจักรของคุณที่ปรารถนาจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้เติบโต จงอธิษฐานขอให้พระองค์ประทานสติปัญญาแก่คุณและผู้อื่นในการปลุกใจซึ่งกันและกันให้ดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า (ฮีบรู 10:24-25) จงอธิษฐานขอให้พระองค์ทรงปลูกฝังความถ่อมใจในคริสตจักรของคุณ ซึ่งเป็นความถ่อมใจที่ปีติยินดีในการได้รับการแก้ไขตามความจริงของพระเจ้า (กิจการ 17:11) และเหนือสิ่งอื่นใด จงอธิษฐานขอให้คริสตจักรได้รับการเสริมสร้างขึ้นเป็นพระกายที่ถวายพระเกียรติแด่พระเยซูผ่านทางการพูดความจริงด้วยความรัก (เอเฟซัส 4:15)

 

อย่าพลาดเนื้อหาใหม่

บทความ คำเทศนา และศาสนศาสตร์ — ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

ปกป้องโดย reCAPTCHA — ความเป็นส่วนตัว & ข้อกำหนด

หมวดหมู่เนื้อหา

แกรเร็ตต์ เคลล์
แกรเร็ตต์ เคลล์
Pastor
Garrett Kell (ThM, Dallas Theological Seminary) has served as Lead Pastor of Del Ray Baptist Church in Alexandria, Virginia since 2012. Originally from Berkeley Springs, West Virginia, Garrett came to faith in Christ at Virginia Tech through a friend and the ministry of Campus Crusade for Christ. He is the author of six books, including Pure in Heart: Sexual Sin and the Promises of God, and his writing has appeared in The Gospel Coalition, 9Marks, and Desiring God. Garrett co-hosts Counseling Talk, a podcast dedicated to biblical counseling and pastoral care. He and his wife, Carrie, have seven children. In his free time, Garrett enjoys being with his family, watching sports, fishing, and exercising—mostly so he can eat whatever he wants.