พระคัมภีร์

เรียงตามประเภทเนื้อหา

เนื้อหาพระคัมภีร์ล่าสุด

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 2 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 1 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรมนางรูธ 

22/03/2026

คำแนะนำสำหรับการศึกษาวิวรณ์ 📖

19/03/2026

ภาพรวมของพระธรรมวิวรณ์ (ตอนที่ 2/2) ลูกแกะ vs. พญานาค

ร้านหนังสือ

24 สิงหาคม 2026

“ฉันไม่มีเวลาอ่านพระคัมภีร์” เหตุผลแย่ๆ ที่เราละเลยพระคัมภีร์

Read the original English article at Desiring God
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 12 กรกฎาคม 2026
บันทึก (0)
Please login to bookmark Close

“ลูกทำเร็วเกินไปแล้วนะ ลูกกำลังสะเพร่าจนทำพลาด”

ผมยังคงได้ยินเสียงของพ่อพูดประโยคนี้ ในตอนที่ท่านกำลังช่วยผมทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์อยู่ที่ห้องใต้ดิน ใบงานหรือแบบทดสอบที่วางอยู่ตรงหน้าเราได้สื่อความหมายอย่างชัดเจนว่า: ผมรู้วิธีแก้โจทย์ปัญหาพวกนี้นะ ผมแค่ไม่ได้ทำอย่างรอบคอบก็เท่านั้น

“เฮ้อ” ผมบ่นกระปอดกระแปด “ทำแบบนี้ต้องใช้เวลาอีกนานแน่ๆ! เมื่อไหร่ผมจะทำเสร็จเนี่ย?”

หลายสิบปีต่อมา ผมพบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องครัวของผมเอง โดยมีใบงานคณิตศาสตร์ของลูกๆ วางอยู่ข้างๆ ใบงานแผ่นนี้กำลังบอกสิ่งเดียวกันกับใบงานเมื่อ 25 ปีที่แล้ว นั่นคือ: เป็นเด็กหัวไว แต่สะเพร่า

“เฮ้อ ทำแบบนี้ต้องใช้เวลาอีกนานแน่ๆ! เมื่อไหร่จะทำเสร็จเนี่ย?”

ตลกร้ายที่ความรีบร้อนนั้นกลับเป็นสิ่งที่มีความอดทน มันยินดีอย่างยิ่งที่จะฝังรากลึกอยู่ในดีเอ็นเอของคนเรานานหลายสิบปี เพื่อรอเวลาที่จะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง

แม้ว่าผลกระทบเชิงลบของความรีบร้อนจะเป็นที่ทราบกันดี แต่มันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นข้อเสียในสังคมอเมริกัน เช่นเดียวกับความวุ่นวาย ความรีบร้อนกลับถูกมองว่าเป็นข้อดีทางสังคม เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเอาจริงเอาจังและการมีเป้าหมาย “ผมอยู่ได้แค่แป๊บเดียวนะ” คือสิ่งที่คนที่น่านับถือและเป็นที่ต้องการตัวมักจะพูดกัน คนยุคใหม่ที่ฉลาดหลักแหลมจะใช้เทคโนโลยีเพื่อตัดเวลาทุกนาทีที่ไม่จำเป็นออกไป แม้แต่เวลาพักผ่อนก็ยังตกเป็นเป้าหมายของการสร้างประสิทธิภาพขั้นสุด เช่น การที่เราขอให้ AI สรุปหนังสือให้แทนที่จะอ่านเอง หรือการเปิดฟังพอดแคสต์ด้วยความเร็ว 1.5 เท่า

การทำงานและการพักผ่อนไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่เราต้องรีบเร่ง ใช่ไหมครับ? จะเป็นอย่างไรหากเราลองถามตัวเองว่า เราจำสิ่งที่เราอ่านจากพระคัมภีร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มากน้อยแค่ไหนกันจริงๆ? เป็นความจริงที่เวลาในตอนเช้ามีจำกัด ในบางเช้า การอ่านพระคัมภีร์ก็ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งแข่งกับเวลา เพื่อให้เสร็จก่อนที่ลูกๆ จะตื่น หรือก่อนที่กิจกรรมอันวุ่นวายต่างๆ จะเริ่มต้นขึ้น แต่คำตอบของการไม่มีเวลาคือการรีบเร่งเสมอไปอย่างนั้นหรือ?

“หากเราต้องการได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าในพระคัมภีร์จริงๆ เราต้องต่อสู้กับความรีบร้อน”
“หากเราต้องการได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าในพระคัมภีร์จริงๆ เราต้องต่อสู้กับความรีบร้อน”

ความรีบร้อนทำให้ไม่ได้ยิน

ปัญหาคือสิ่งนี้ ความรีบร้อนไม่ได้ช่วยให้เราได้ยินเร็วขึ้นจริงๆ แต่มันกีดกันเราจากการได้ยินโดยสิ้นเชิง ความรีบร้อนอาจเป็นเพื่อนกับประสิทธิภาพ แต่มันเป็นศัตรูกับความใส่ใจ เมื่อเราช้าลงนานพอที่จะเข้าใจจริงๆ ว่าพระเจ้าทรงต้องการอะไรจากเราในฐานะประชากรของพระองค์ เราจะเห็นว่าแผ่นดินของพระองค์นั้นไม่เหมือนเตาไมโครเวฟ แต่เหมือนกับสวนมากกว่า พระองค์ไม่ได้ทรงให้คุณค่ากับความรวดเร็วและประสิทธิภาพมากเท่ากับความสมบูรณ์แข็งแรงและการหยั่งรากลึก หากเราต้องการได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าในพระคัมภีร์จริงๆ เราต้องต่อสู้กับความรีบร้อน

ผมขอเสนอเหตุผลสามประการว่าทำไมความรีบร้อนจึงขัดขวางการได้ยินของเรา และเสนอทางเลือกสามทางที่ดีกว่าความรีบร้อน

1. การอ่านอย่างรีบร้อนนั้นฉาบฉวย

การอ่านพระคัมภีร์อย่างรีบร้อนและฉาบฉวยนั้นก็ไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงการดำเนินชีวิตของเราในโลกนี้ได้
การอ่านพระคัมภีร์อย่างรีบร้อนและฉาบฉวยนั้นก็ไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงการดำเนินชีวิตของเราในโลกนี้ได้

ประเด็นนี้ชัดเจนมากจนเรามักจะลืมมันไป ตามที่ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจมูกของเรานั้นเป็นความยากลำบากที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เมื่อเราเข้ามาหาพระคัมภีร์โดยตั้งคำถามหลักว่าเราจะเร่งความเร็วหรือปรับปรุงการอ่านให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร เราย่อมจะกระดอนออกจากถ้อยคำเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนกับก้อนหินที่กระดอนไปบนผิวน้ำในสระ สายตาของเราแค่เหลือบมองผ่านข้อพระคัมภีร์ กวาดสายตาอ่านแทนที่จะหยุดพักใคร่ครวญในถ้อยคำเหล่านั้น โดยพยายามไปให้ถึง “ประเด็น” ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ความจริงก็คือ พระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและอุดมสมบูรณ์มาก จนแม้แต่การเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจเช่นนี้ก็ยังทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจได้ในขณะนั้น และอาจมีบางวันที่ภายใต้การจัดเตรียมของพระองค์ การกวาดสายตาผ่านๆ ไปบนพระสัญญาของพระองค์คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ แต่ไม้ค้ำยันไม่ใช่ขา และการอ่านพระคัมภีร์อย่างรีบร้อนและฉาบฉวยนั้นก็ไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงการดำเนินชีวิตของเราในโลกนี้ได้

2. การอ่านอย่างรีบร้อนทำให้ลืมง่าย

ลองนึกถึงความทรงจำที่คุณชื่นชอบและมีอิทธิพลต่อชีวิตคุณมากที่สุดดูสิครับ เช่น งานรับปริญญา งานแต่งงาน หรือการให้กำเนิดบุตร แม้ว่าวันเหล่านั้นอาจจะยุ่งวุ่นวายในบางแง่มุม แต่คุณก็คงตั้งใจซึมซับช่วงเวลาเหล่านั้นเอาไว้ เพราะรู้ล่วงหน้าว่าคุณต้องการจะเก็บภาพและเสียงเหล่านั้นไว้เป็นความทรงจำล้ำค่าไปอีกนานหลายปี เรามักจะจดจำสิ่งที่ทำให้เราได้ใช้เวลาอย่างช้าๆ ได้ดีที่สุด เมื่อบางสิ่งทำให้เราต้องหยุดพักจากความเร่งรีบ เราก็มักจะทิ้งรอยเท้าแห่งความทรงจำที่ลึกซึ้งเอาไว้

เมื่อเราเข้ามาหาพระวจนะของพระเจ้าด้วยความรีบร้อน เราก็มักจะลืมสิ่งที่เราอ่านไป เป้าหมายของเรากลายเป็นการทำเครื่องหมายถูกเพื่อบอกตัวเองว่า วันนี้เราได้ทำหน้าที่อ่านพระคัมภีร์แล้ว และยิ่งเราทำเสร็จเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี สิ่งนี้อาจให้ความรู้สึกว่าเราจัดการตารางเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มันกลับทำให้เราไม่พร้อมที่จะระลึกถึงพระวจนะเมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบาก การทดลองล่อลวง หรือความท้อแท้ใจ

3. การอ่านอย่างรีบร้อนนั้นคงอยู่ไม่นาน

การอ่านอย่างฉาบฉวยและลืมง่ายในช่วงเวลาสั้นๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง (อาจจะเป็นโดยจิตใต้สำนึก) ว่า “ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?” มันมีขีดจำกัดว่าเราจะยอมสละเวลานอนหรือเวลาไถหน้าจอโทรศัพท์ได้สักกี่ครั้ง เพื่อมาอ่านข้อพระคัมภีร์แบบผ่านๆ ซึ่งเราก็จะลืมมันไปในอีกแค่หนึ่งชั่วโมงให้หลัง

เราส่วนใหญ่รู้จากประสบการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อสถานการณ์ในชีวิตบังคับให้เราต้องเลือกจัดสรรเวลาอย่างจำกัด โดยปกติแล้ว นิสัยที่สร้างมาอย่างยากลำบากและสิ่งสำคัญที่เราตั้งใจทำจะยังคงอยู่ ในขณะที่สิ่งที่ทำแบบทำๆ หยุดๆ และครึ่งๆ กลางๆ จะถูกตัดทิ้งไป ยิ่งเรามองการอ่านพระคัมภีร์ว่าเป็นเพียงแค่ช่องที่ต้องขีดเครื่องหมายถูกให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้มากเท่าไร เราก็จะยิ่งมองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำตั้งแต่แรกมากขึ้นเท่านั้น

วิธีต่อสู้กับความรีบร้อน

ดังนั้น หากความรีบร้อนขัดขวางไม่ให้เราได้ยิน แล้วทางเลือกอื่นคืออะไร? ผมขอแนะนำให้ปลดปล่อยการฟังของเราจากความรีบร้อนด้วยเครื่องมือสามประการ ได้แก่ การวางแผน การใคร่ครวญ และความอดทน

การวางแผน

ความรีบร้อนมักจะคืบคลานเข้ามาเมื่อเราพยายามยัดเยียดบางสิ่งลงไปในเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิด แต่การอ่านพระคัมภีร์ไม่ควรเป็นเช่นนั้น และก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นด้วย ในทางกลับกัน เราสามารถมองเวลาที่เราใช้กับพระวจนะของพระเจ้าในแต่ละวันว่าเป็นสิ่งจำเป็น เป็นนิสัยหลักที่เป็นรากฐานในการกำหนดรูปแบบการใช้เวลาที่เหลือตลอดทั้งวันของเรา

ดังที่ เจมส์ เคลียร์ (James Clear) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งของเขาที่ชื่อว่า Atomic Habits ว่า กุญแจสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้นิสัยนั้นคงอยู่ถาวร คือการจัดสภาพแวดล้อมของคุณให้เอื้อต่อการทำพฤติกรรมนั้นได้ง่ายขึ้นและเป็นอัตโนมัติมากขึ้น หากคุณตั้งเป้าที่จะอ่านพระคัมภีร์อย่างไม่รีบร้อนในตอนเช้า คุณก็ควรเข้านอนให้เร็วขึ้นในคืนก่อนหน้า เก็บโทรศัพท์และแท็บเล็ตไว้นอกห้องนอนในตอนกลางคืน เพื่อที่คุณจะได้ไม่ใช้เวลาสามสิบนาทีแรกหลังจากตื่นนอนไปกับการไถหน้าจอ วางพระคัมภีร์ที่เปิดเตรียมไว้ในห้องเพื่อให้พร้อมหยิบอ่านได้ทันที จงวางแผนที่จะไม่รีบร้อน แล้วคุณก็มีแนวโน้มที่จะไม่รีบร้อนมากขึ้น

การใคร่ครวญ

ผมเคยถาม โดนัลด์ วิทนีย์ (Donald Whitney) ผู้เขียนหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งว่าด้วยเรื่องวินัยฝ่ายจิตวิญญาณ ว่าเขาจะมีคำแนะนำอย่างไรให้กับคนที่มีเวลาเฝ้าเดี่ยวเพียงแค่ยี่สิบนาที เขาตอบโดยไม่ลังเลว่า “ให้อ่านห้านาที แล้วใช้เวลาที่เหลืออีกสิบห้านาทีไปกับการใคร่ครวญ” สำหรับคริสเตียนอีแวนเจลิคัลหลายๆ คน การใคร่ครวญถือเป็นวินัยฝ่ายจิตวิญญาณที่ถูกมองข้ามคุณค่าและไม่ค่อยนำมาปฏิบัติมากนัก แต่สำหรับธรรมิกชนผู้มีประสบการณ์หลายคน พวกเขาไม่สามารถพูดถึงการใช้เวลากับพระวจนะได้เลยหากปราศจากการใคร่ครวญ

มีแหล่งข้อมูลดีๆ มากมายที่อธิบายว่าการใคร่ครวญตามหลักพระคัมภีร์นั้นเป็นอย่างไรและมีวิธีการอย่างไร ประเด็นเดียวที่ผมต้องการจะสื่อตรงนี้ก็คือ การใคร่ครวญและความรีบร้อนนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ หากคุณแสวงหาสิ่งหนึ่ง คุณก็ต้องละทิ้งอีกสิ่งหนึ่ง แทนที่จะพยายามกวาดสายตาอ่านพระคัมภีร์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลองเลือกข้อพระคัมภีร์มาสักสองสามตอนแล้วหยุดพักเพื่อใคร่ครวญถ้อยคำเหล่านั้น ลองอ่านออกเสียง โดยเปลี่ยนการเน้นเสียงในบางคำทุกครั้งที่อ่าน ลองตั้งคำถามว่าทำไมผู้เขียนจึงเลือกใช้คำนี้หรือใช้การเปรียบเทียบนั้น พระคัมภีร์เพียงแค่สองข้อที่คุณฝังรากลึกลงไปในจิตใจ จะส่งผลต่อชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของคุณได้มากกว่าพระคัมภีร์ทั้งบทที่คุณอ่านอย่างรีบร้อนเสียอีก

ความอดทน

“เฮ้อ ทำแบบนี้ต้องใช้เวลาอีกนานแน่ๆ! เมื่อไหร่จะทำเสร็จเนี่ย?”

บางครั้งผมก็คิดว่า ในด้านจิตวิญญาณนั้น ยังคงมีบางส่วนในตัวผมที่นั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องใต้ดิน แล้วนั่งจ้องมองความผิดพลาดจากความสะเพร่าบนใบงานคณิตศาสตร์ ผมแค่อยากให้มันจบๆ ไป จบสิ้นกับการต่อสู้กับความบาป จบสิ้นกับการลืมพระสัญญาของพระเยซู จบสิ้นกับการต้องรับการเติมเต็มแล้วถูกเทออกเพื่อปรนนิบัติรับใช้ในแต่ละวัน ผมไม่สามารถรีบๆ ข้ามผ่านเรื่องพวกนี้ไปเลยได้หรือ?

ในพระธรรมสดุดีบทที่ 1 บุคคลผู้เป็นสุขซึ่งปีติยินดีในธรรมบัญญัติของพระเจ้า ได้รับการเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ในทางกลับกัน คนอธรรมก็เป็นเหมือนแกลบที่ถูกลมพัดกระจายไป สิ่งหนึ่งที่เกี่ยวกับแกลบก็คือ มันเคลื่อนที่ไปมาได้เยอะมากจริงๆ เพียงแค่ลมพัดแรงๆ สักครั้ง มันก็สามารถปลิวไปครอบคลุมพื้นที่ได้เป็นบริเวณกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ แต่นั่นไม่ใช่ภาพเปรียบเทียบที่พระเจ้าทรงเลือกใช้สำหรับประชากรของพระองค์ เรากลับเป็นเหมือนต้นไม้ ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละน้อยในแต่ละวันจนแทบจะสังเกตไม่เห็น แต่ก็เจริญงอกงามและเกิดผลเมื่อเวลาผ่านไป

ขอให้เรายอมรับและยินดีกับชีวิตที่ยาวนาน ยากลำบาก และไม่รีบร้อน ในการรับฟังและติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ในไม่ช้า จะมีวันหนึ่งที่สงครามกับเวลาสิ้นสุดลง และสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่คือความชื่นชมยินดีและเวลาชั่วนิรันดร์ให้เราได้สัมผัสถึงความยินดีนั้น ในวันนั้น เราจะรู้สึกขอบคุณสำหรับทุกๆ นาทีอันไม่รีบเร่งที่เราได้ใช้ไปที่เบื้องพระบาทของพระผู้ช่วยให้รอดของเรา

 

ซามูเอล เจมส์ (Samuel James) ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการฝ่ายพัฒนาและจัดหาต้นฉบับให้กับสำนักพิมพ์ Crossway Books เขาเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Digital Liturgies: Rediscovering Christian Wisdom in an Online Age (จัดพิมพ์โดย Crossway, ปี 2023) ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่เมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี ร่วมกับเอมิลี ภรรยาของเขา และลูกๆ อีกสามคน

อย่าพลาดเนื้อหาใหม่

บทความ คำเทศนา และศาสนศาสตร์ — ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

ปกป้องโดย reCAPTCHA — ความเป็นส่วนตัว & ข้อกำหนด

หมวดหมู่เนื้อหา

ซามูเอล เจมส์
ซามูเอล เจมส์
Desiring God
ซามูเอล เจมส์ (Samuel James) ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการฝ่ายพัฒนาและจัดหาต้นฉบับให้กับสำนักพิมพ์ Crossway Books เขาเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Digital Liturgies: Rediscovering Christian Wisdom in an Online Age (จัดพิมพ์โดย Crossway, ปี 2023) ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่เมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี ร่วมกับเอมิลี ภรรยาของเขา และลูกๆ อีกสามคน