ลองจินตนาการถึงสมาชิกคริสตจักรสองคน สมมติว่าพวกเขาชื่อบ็อบและบิล บ็อบเป็นนักศึกษาพระคัมภีร์ เขาชอบที่จะรู้ว่าพระคัมภีร์กล่าวถึงทุกๆ เรื่องไว้อย่างไร เขาสามารถอธิบายแม้กระทั่งหลักข้อเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพได้หากคุณขอ การกระทำบางอย่างของเขาอาจดูไม่เหมือนคริสเตียนนัก อันที่จริง การดำเนินชีวิตของเขาดูไม่ค่อยจะเป็นคริสเตียนสักเท่าไรเลย แต่เขารู้พระคัมภีร์เป็นอย่างดี!
จากนั้นก็มีบิล บิลไม่ได้ป่าวประกาศเรื่องนี้ แต่เขาไม่ค่อยได้อ่านพระคัมภีร์มากนัก แน่นอนว่าเขาอยากเป็นคน “ดี” เขาพยายามที่จะรักผู้อื่น แต่บิลคงจะลำบากหากต้องอธิบายอย่างถูกต้องตามหลักความเชื่อว่าพระเยซูคือใคร หรือคริสตจักรคืออะไร และเขาคงอธิบายประเด็นด้านจริยธรรมอย่างรอบคอบได้ไม่ดีนักเช่นกัน แต่เขาตั้งใจที่จะดำเนินชีวิตให้แตกต่างจากชีวิตที่เห็นแก่ตัวและยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางอย่างที่เขาเห็นในผู้อื่น เขาชอบมองตัวเองว่าเป็น “สายความสัมพันธ์” มากกว่า “สายพระคัมภีร์” หรือ “สายหลักคำสอน”
บุคคลใดบุคคลหนึ่งในสองคนนี้ฟังดูคล้ายกับคุณบ้างไหม?
บ็อบควรใส่ใจผู้คนให้มากขึ้น และบิลควรใส่ใจความจริงให้มากขึ้น จริงๆ แล้ว ทั้งสองคนควรใส่ใจพระเยซูให้มากขึ้น เพราะพระเยซูทรงรักทั้งความจริงในพระวจนะของพระเจ้าและชีวิตของประชากรของพระเจ้า
พันธกิจการสร้างสาวกของคริสตจักรควรช่วยให้คนทั้งสองประเภทนี้ติดตามพระเยซูได้ดีขึ้น พระเยซูตรัสว่า “ถ้าใครต้องการจะตามเรามา ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มาระโก 8:34) บ็อบจำเป็นต้องปฏิเสธตัวเองและติดตามพระเยซูด้วยการรักผู้คนให้มากขึ้น ส่วนบิลต้องทำสิ่งเดียวกันนี้ด้วยการพยายามรักพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น สาวกไม่ใช่เพียงคนที่อ้างว่าติดตามพระคริสต์ แต่สาวกคือผู้ที่ติดตามพระคริสต์อย่างแท้จริง
นั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกบทสนทนาเกี่ยวกับการสร้างผู้อื่นให้เป็นสาวก นั่นคือการระลึกถึงความหมายของการติดตามพระเยซู การสร้างสาวกหมายถึงการช่วยให้ผู้อื่นติดตามพระเยซู การสร้างสาวกคือความสัมพันธ์ที่เรามุ่งทำสิ่งดีฝ่ายวิญญาณเพื่อใครบางคน ผ่านทางการเป็นฝ่ายริเริ่ม การสอน การตักเตือนแก้ไข การเป็นแบบอย่าง การรัก การถ่อมใจ การให้คำปรึกษา และการใช้อิทธิพลในทางที่ดี
ถ้าเช่นนั้น เราจะสร้างสาวกอย่างไร? เราจะช่วยให้บ็อบใส่ใจการดำเนินชีวิตตามความเชื่อให้มากขึ้น และช่วยให้บิลใส่ใจการทำความเข้าใจความเชื่อให้มากขึ้นได้อย่างไรกันแน่?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้สำหรับศิษยาภิบาลเท่านั้น พระคัมภีร์ได้มอบหมายงานลักษณะนี้ให้กับเราทุกคน ยอห์นบอกให้เรารักซึ่งกันและกัน (2 ยอห์น 5) เปาโลบอกให้เราหนุนใจและเสริมสร้างซึ่งกันและกันขึ้น (1 เธสะโลนิกา 5:11) ท่านยังบอกให้เราสั่งสอนซึ่งกันและกันด้วย เพราะเราต้องการเห็นทุกคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ (โคโลสี 1:28) ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูบอกให้เราพิจารณาดูว่าจะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดีได้อย่างไร (ฮีบรู 10:24)
สิ่งแรกที่คุณจะต้องตัดสินใจคือ คุณควรใช้เวลากับใคร? คุณมีเวลาจำกัดในแต่ละสัปดาห์ คุณไม่สามารถสร้างคนทั้งคริสตจักรให้เป็นสาวกได้ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นคุณจะตัดสินใจว่าจะลงทุนชีวิตกับใครได้อย่างไร?
เมื่อมีพระคัมภีร์อยู่ในมือแล้ว นี่คือ เก้าปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณา และน่าจะเรียงตามลำดับดังต่อไปนี้
เปาโลเขียนไว้ว่า “ถ้าผู้ใดไม่จุนเจือญาติพี่น้องของตนโดยเฉพาะคนในครอบครัวของตนเอง ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธความเชื่อแล้วและเลวยิ่งกว่าผู้ไม่เชื่อ” (1 ทิโมธี 5:8)
พระคัมภีร์สอนในพระธรรมข้อนี้และข้ออื่นๆ ว่าเราแต่ละคนล้วนมีความรับผิดชอบเป็นพิเศษต่อสมาชิกในครอบครัวของเราเอง ภายในครอบครัว พระเจ้าทรงประทานความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันตลอดชีวิต และทรงวางรากฐานตามธรรมชาติสำหรับความรักความผูกพันและความห่วงใย ซึ่งความรักความผูกพันตลอดจนความรับผิดชอบตามธรรมชาติเหล่านั้น ควรถูกนำมาใช้เพื่อเป้าหมายที่มุ่งไปสู่พระคริสต์ สิ่งนี้ยิ่งเป็นจริงอย่างมากหากคุณอาศัยอยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวเหล่านี้ และยิ่งเป็นจริงมากขึ้นไปอีกหากพระคัมภีร์ได้มอบหมายความรับผิดชอบพิเศษให้คุณดูแลพวกเขา เช่น ความรับผิดชอบที่พ่อแม่มีต่อลูก หรือที่คู่สมรสมีต่อกันและกัน ความสัมพันธ์เหล่านี้คือความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกที่สำคัญที่สุดที่คุณจะมีในชีวิต
คุณควรประกาศข่าวประเสริฐกับเพื่อนที่ไม่ใช่คริสเตียน แต่การไปสร้างพวกเขาให้เป็นสาวกประหนึ่งว่าพวกเขาเป็นคริสเตียนแล้วนั้นเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ เปาโลบอกเราว่า “ผู้ปราศจากพระวิญญาณไม่อาจรับสิ่งที่มาจากพระวิญญาณของพระเจ้าเพราะเห็นเป็นเรื่องโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นเพราะต้องอาศัยการแยกแยะฝ่ายจิตวิญญาณจึงจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้” (1 โครินธ์ 2:14) คุณย่อมต้องการสร้างคนที่เป็นคริสเตียนให้เป็นสาวก
ลองพิจารณาคำตักเตือนเหล่านี้จากพระธรรมฮีบรู:
“จงระลึกถึงบรรดาผู้นำของท่าน ผู้ได้กล่าวพระวจนะของพระเจ้าแก่ท่าน จงพิจารณาดูผลลัพธ์ของวิถีชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นแล้วตามอย่างความเชื่อของพวกเขา… ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังและยอมอยู่ใต้บังคับบัญชาผู้นำของท่านซึ่งเฝ้าดูแลท่านในฐานะเป็นผู้ที่ต้องรายงาน จงเชื่อฟังเขาเพื่อเขาจะทำหน้าที่ด้วยความชื่นใจ ไม่ใช่จำใจรับภาระซึ่งไม่เป็นประโยชน์อันใดแก่ท่าน” (ฮีบรู 13:7, 17)
แน่นอนว่าพระคัมภีร์ข้อเหล่านี้เรียกร้องให้เราเชื่อฟังบรรดาผู้นำในคริสตจักรของเราเองเป็นพิเศษ ทว่าความหมายที่แฝงอยู่มากไปกว่านั้นคือ วิถีทางปกติของการสร้างสาวกจะเกิดผลดีที่สุดภายใต้บริบทความสัมพันธ์ในคริสตจักรของตนเอง
เรามีความรับผิดชอบที่มากกว่าต่อสมาชิกในคริสตจักรของเราเอง ทั้งในการช่วยเหลือพวกเขาและการรับความช่วยเหลือจากพวกเขา สมาชิกคริสตจักรเดียวกันย่อมติดตามและยอมอยู่ใต้สิทธิอำนาจของคณะผู้ปกครองชุดเดียวกัน พวกเขายอมรับในคำประกาศความเชื่อและพันธสัญญาของคริสตจักรเดียวกัน พวกเขาได้รับการสอนแบบเดียวกันทั้งในประเด็นหลักและประเด็นรอง พวกเขาพบปะกันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ โดยปกติแล้วการสร้างความสัมพันธ์เพื่อสร้างสาวกภายในบริบทคริสตจักรของตนเองจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมและเกิดผลดีมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น หากเพื่อนของคุณไปคริสตจักรที่ไม่เข้มแข็งฝ่ายจิตวิญญาณ การที่คุณไปสร้างเขาให้เป็นสาวกอาจกลับกลายเป็นการทำร้ายชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเขาได้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะในมุมกลับกัน การสนับสนุนฝ่ายจิตวิญญาณของคุณอาจทำให้เขายังคงทนอยู่ในคริสตจักรที่ไม่ได้สอนพระคัมภีร์ต่อไป นี่ไม่ใช่กฎตายตัว แต่บางทีการหนุนใจให้เพื่อนของคุณย้ายไปคริสตจักรที่เข้มแข็งฝ่ายจิตวิญญาณอาจเป็นทางออกที่ดีกว่า คริสเตียนต้องการพระกายที่ครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่ใช่แค่คุณเพียงคนเดียว
พระคัมภีร์มีความละเอียดอ่อนในเรื่องของเพศเมื่อพูดถึงการสร้างสาวก ตัวอย่างเช่น เปาโลบอกทิตัสว่า “ส่วนบรรดาผู้หญิงสูงอายุ… (ให้) เป็นผู้สอนสิ่งที่ดีงาม เพื่ออบรมหญิงสาวให้รักสามีและบุตรของพวกตน มีสติสัมปชัญญะ เป็นคนบริสุทธิ์ ดูแลบ้านเรือนอย่างดี มีความเมตตาและเชื่อฟังสามีของตน เพื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าจะไม่ถูกดูหมิ่น” (ทิตัส 2:3-5 ฉบับมาตรฐาน)
ในพื้นที่สาธารณะ ผมสอนทั้งผู้ชายและผู้หญิง นอกจากนี้ เราทุกคนต่างก็มีพ่อแม่ และหลายคนก็มีพี่น้องหรือคู่สมรส ซึ่งหมายความว่าการสร้างสาวกให้กับเพศตรงข้ามนั้นเป็นสิ่งที่ปลูกฝังอยู่ในครอบครัวของเราอยู่แล้ว และในคริสตจักร เราต่างก็ทำพันธสัญญาร่วมกันทั้งชายและหญิง และมีเพื่อนที่เป็นเสมือนคนในครอบครัว
ถึงกระนั้น เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกอย่างเป็นทางการและตั้งใจ การที่ผู้ชายสร้างสาวกผู้ชาย และผู้หญิงสร้างสาวกผู้หญิง ย่อมเป็นแนวทางที่ชาญฉลาด เราตระหนักดีว่าเพศคือความเป็นจริงที่พระเจ้าทรงประทานให้ และเราตั้งใจที่จะปฏิบัติต่อเรื่องนี้ตามความเป็นจริงและด้วยความเคารพ เราควรรักทุกคนในคริสตจักร และในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงความใกล้ชิดที่ไม่เหมาะสมด้วย
เช่นเดียวกับที่พระคัมภีร์มีความละเอียดอ่อนในเรื่องของเพศ พระคัมภีร์ก็มีความละเอียดอ่อนในเรื่องของอายุเช่นกัน ในพระธรรมทิตัสที่เพิ่งกล่าวถึงไปนั้น หญิงสาวเรียนรู้จากผู้หญิงที่อายุมากกว่า ในอีกตอนหนึ่ง เปาโลบอกทิโมธีว่าอย่าให้ใครมาดูหมิ่นท่านเพราะว่าท่านยังหนุ่มแน่น แต่ในจดหมายฉบับเดียวกันนั้น ท่านก็หนุนใจให้ทิโมธีเคารพผู้ชายที่อายุมากกว่าด้วย (1 ทิโมธี 4:12; 5:1)
โดยปกติแล้ว คุณมักจะสร้างคนที่อายุน้อยกว่าให้เป็นสาวก อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ก็เต็มไปด้วยตัวอย่างพิเศษที่คนอายุน้อยกว่าเป็นผู้สอนคนอายุมากกว่า และแน่นอนว่า เมื่อเรามีอายุมากขึ้น เราก็ควรที่จะเติบโตในความถ่อมใจที่จะเรียนรู้จากคนในวัยเดียวกัน และแม้กระทั่งจากคนที่อายุน้อยกว่าเราด้วย มิฉะนั้น เราก็จะไม่มีผู้สอนหลงเหลืออยู่เลย! โดยส่วนตัวแล้ว ผมพบว่าตัวเองได้เรียนรู้มากมายจากเพื่อนๆ ในวัยยี่สิบและสามสิบ พอๆ กับที่เรียนรู้จากผู้อาวุโสในวัยเจ็ดสิบและแปดสิบ
มีเพียงไม่กี่สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐได้อย่างชัดเจนเท่ากับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่เกิดขึ้นท่ามกลางผู้คนที่ถูกแบ่งแยกด้วยบรรทัดฐานของโลกนี้ พระธรรมเอเฟซัสกล่าวไว้ว่า “เพราะว่าโดยทาง [พระคริสต์] เราทั้งสองฝ่าย [ชาวยิวและคนต่างชาติ] มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน” (เอเฟซัส 2:18 ฉบับมาตรฐาน) กำแพงที่ขวางกั้นระหว่างชาวยิวและคนต่างชาติได้พังทลายลงที่กางเขน
บัดนี้ พระปัญญาของพระเจ้าได้ถูกสำแดงออกผ่านทางความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของกลุ่มคนที่เคยถูกแบ่งแยกเหล่านี้ (เอเฟซัส 3:10) และแน่นอนว่า ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่คริสตจักรมีประสบการณ์ในการก้าวข้ามความแตกต่างทางชาติพันธุ์ เศรษฐกิจ การศึกษา และการแบ่งแยกรูปแบบอื่นๆ นั้น เป็นภาพล่วงหน้าถึงวันนั้นที่ “ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกหมู่ชน และทุกภาษา” จะยืนอยู่ร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบหน้าพระที่นั่งของพระเจ้าเพื่อร่วมนมัสการพระองค์ (วิวรณ์ 7:9-10)
ดังนั้น ในทางปฏิบัติแล้วสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?
ในขณะที่คุณกำลังมองหาใครสักคนเพื่อสร้างเป็นสาวก แน่นอนว่าบรรดาคุณแม่วัยกลางคนควรเป็นเพื่อนกัน คู่แต่งงานวัยหนุ่มสาวควรใช้เวลาร่วมกัน และชายโสดในวัยยี่สิบก็ควรไปสังสรรค์ด้วยกัน กลุ่มคนเหล่านี้มีสิ่งที่เหมือนกันซึ่งพระเจ้าทรงใช้เพื่อการเติบโต
แต่ลองพิจารณาด้วยว่าคุณอาจเรียนรู้อะไรได้บ้างจากการใช้เวลากับนักศึกษามหาวิทยาลัย หรือการทำงานกับเด็กและเยาวชน หรือการช่วยเหลือชาวต่างชาติจากอังกฤษ บราซิล หรือเกาหลี หรือหากคุณเป็นสามีที่ยังหนุ่ม ก็อาจลองพบปะกับสามีต่างเชื้อชาติที่อายุมากกว่า
พระเจ้าทรงมีสิ่งต่างๆ มากมายเพียงใดที่จะสอนเราเกี่ยวกับพระองค์เองผ่านทางผู้คนที่แตกต่างจากเรา! และข่าวประเสริฐก็ถูกสำแดงออกมาในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเรา ซึ่งไม่ใช่แค่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพราะความชอบพอกันเท่านั้น แต่คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการเรียนรู้จากกันและกัน
พระธรรมสุภาษิตกล่าวยกย่องบุตรที่พร้อมรับการสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตำหนิคนโง่เขลาที่ดูหมิ่นคำตักเตือน คำสอน และคำแนะนำ ยิ่งไปกว่านั้น พระคัมภีร์ยังบอกเราว่าพระเจ้า “พระองค์ทรงนำคนถ่อมใจให้ทำสิ่งที่ถูก และทรงสอนทางของพระองค์แก่พวกเขา” (สดุดี 25:9 อ้างอิง สุภาษิต 11:2) ด้วยเหตุนี้ เปโตรจึงสอนว่า “ในทำนองเดียวกันท่านผู้อ่อนอาวุโส จงยอมเชื่อฟังบรรดาผู้ที่อาวุโสกว่า อันที่จริงให้ท่านทุกคนถ่อมใจต่อกันและกัน เพราะว่า ‘พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ’” (1 เปโตร 5:5)
คุณคงไม่อยากเสียเวลาพยายามสอนคนที่คิดว่าคุณไม่มีอะไรจะสอนเขา และตัวเขาเองก็ไม่มีอะไรต้องเรียนรู้ จงสอนคนที่พร้อมจะเรียนรู้ และพยายามเป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้ด้วยตัวคุณเองเช่นกัน
จงระลึกถึงถ้อยคำที่เปาโลมีถึงทิโมธีที่ว่า “สิ่งต่างๆ ที่ท่านได้ยินข้าพเจ้าพูดต่อหน้าพยานหลายคนจงมอบหมายแก่ผู้ที่เชื่อถือได้ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะสอนผู้อื่นด้วย” (2 ทิโมธี 2:2)
เราต้องการสร้างทุกคนให้เป็นสาวก และเราต้องการอย่างยิ่งที่จะสร้างสาวกให้กับคนที่จะหันไปสร้างสาวกต่อให้กับคนที่สามารถสร้างผู้อื่นต่อไปได้อีก เรายินดีที่จะทำพันธกิจแบบการบวกเพิ่มทีละคนหากจำเป็น แต่เราอยากให้เกิดการทวีคูณมากกว่า เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาให้กับคนรุ่นต่อไปเท่านั้น แต่เรากำลังพยายามเข้าถึงคนทุกรุ่นที่กำลังจะมาถึง!
สุดท้ายนี้ เชื่อหรือไม่ว่า พระคัมภีร์ก็มีความละเอียดอ่อนต่อเรื่องของเวลาและตารางชีวิตที่วุ่นวายของเรา เปาโลเขียนไว้ว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อมีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนที่อยู่ในครอบครัวแห่งความเชื่อ” (กาลาเทีย 6:10) คุณจะพบพระคัมภีร์อีกหลายข้อที่มีลักษณะเช่นนี้ ซึ่งเรียกร้องให้เราใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด (เช่น เอเฟซัส 5:16)
ลักษณะประการสุดท้ายที่ผมกำลังพูดถึงนี้เป็นเรื่องของสติปัญญา แต่โดยทั่วไปแล้ว ผมขอแนะนำให้มองหาคนที่มีตารางเวลาสอดคล้องกับคุณ คุณต้องพิจารณาด้วยว่าคุณอาศัยหรือทำงานที่ไหน รวมถึงภาระผูกพันด้านเวลาที่คุณมีต่อครอบครัว หน้าที่การงาน และคริสตจักร จงเชื่อเถอะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกให้คุณทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
แน่นอนว่าในทุกสิ่งเหล่านี้ พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมการดีไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ (เอเฟซัส 2:10) และเช่นเดียวกับชาวสะมาเรียใจดี บางครั้งพระองค์ก็ทรงวางผู้คนไว้ในเส้นทางของเรา ซึ่งปกติแล้วเราอาจไม่เคยคิดที่จะใช้เวลาร่วมกับพวกเขาเลย อาจจะเป็นสมาชิกในคริสตจักรที่บังเอิญทำงานในที่ทำงานเดียวกับคุณ หรือเป็นคนที่มีลูกไปร่วมกิจกรรมกีฬาเดียวกันกับลูกของคุณ หรือบางทีคู่สมรสของใครบางคนทิ้งพวกเขาไป และคนที่กำลังโศกเศร้าก็หันมาพึ่งพาคุณ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คุณใช้สติปัญญาและคิดให้รอบคอบว่าคุณจะเลือกใช้เวลากับใคร แต่ก็ขอให้รู้ไว้ด้วยว่าการจัดเตรียมขององค์พระผู้เป็นเจ้าในบางครั้งก็อยู่เหนือแผนการทั้งหมดของเรา สรรเสริญพระเจ้า เพราะสิ่งนี้ทำให้เรายังคงต้องพึ่งพาพระองค์!
จำบ็อบกับบิลได้ไหม? สมมติว่าตารางเวลาของคุณเอื้อให้คุณใช้เวลากับใครคนใดคนหนึ่งได้เพียงคนเดียว แต่ไม่สามารถให้เวลาทั้งสองคนได้ คุณจะเลือกอย่างไร? แน่นอนว่าคุณควรอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่ถูกต้องตายตัว และคุณก็ไม่ควรรู้สึกผิดหากไม่สามารถใช้เวลากับทั้งสองคนได้ นี่คือเหตุผลที่เรามีพระกายของพระคริสต์
คุณอาจเลือกใช้เวลากับบ็อบเพราะตารางงานของเขาสอดคล้องกับตารางของคุณมากกว่า หรือเพราะเขาอาศัยอยู่ในละแวกบ้านของคุณ หรือภรรยาของพวกคุณเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่แล้ว คุณอาจตัดสินใจทุ่มเทชีวิตให้กับบิลเพราะเขาจะย้ายกลับไปยังกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย ในช่วงฤดูร้อนปีหน้า เขาแสดงให้เห็นถึงความสนใจและมีใจรักในการสอนผู้อื่น และคุณต้องการเตรียมความพร้อมให้เขาเพื่อไปสร้างคนอื่นๆ ในโบโกตาต่อไป ไม่ว่าเหตุผลของคุณคืออะไร จงอธิษฐาน ขอสติปัญญา และลงมือทำ
ในเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่ว่าคุณจะตั้งใจสร้างสาวกเพียงคนเดียวหรือสี่คน จงสำรวจให้แน่ใจว่าตัวคุณเองก็กำลังเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณอยู่ด้วย จากนั้นจึงช่วยเหลือคนรอบข้างให้เติบโต ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนมีความสำคัญ และต่างก็เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
หมายเหตุบรรณาธิการ (บทความต้นฉบับ): บทความนี้ดัดแปลงมาจากส่วนหนึ่งของหนังสือ Discipling: How to Help Others Follow Jesus เขียนโดย มาร์ก เดเวอร์ (Mark Dever) (จัดพิมพ์โดย Crossway, 2016) นำมาใช้โดยได้รับอนุญาตแล้ว