การติดตามพระคริสต์หมายถึงการสร้างสาวก พระดำรัสของพระองค์ดังก้องอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเราว่า “ดังนั้นจงไปสร้างสาวก…” (มัทธิว 28:19) สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรกไม่ใช่ “การเฝ้าเดี่ยวทุกวัน” หรือ “การให้ทานแก่คนยากจน” แต่คือการสร้างสาวก เราไม่ได้เป็นคริสเตียนผ่านการสร้างสาวก แต่เมื่อเราอยู่ในพระคริสต์แล้ว มีเพียงไม่กี่สิ่งที่จะสะท้อนถึงแก่นแท้ของการทรงเรียกของเราได้มากเท่ากับการสร้างสาวก ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราล้วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสาวกมาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิด เพียงแต่ไม่ใช่การสร้างสาวกเพื่อพระเยซูเสมอไป คุณเองก็เป็นสาวก คำถามก็คือ คุณกำลังติดตามใครอยู่? และคุณเองก็มีสาวก คำถามก็คือ คุณกำลังส่งอิทธิพลอย่างไรต่อผู้คนที่กำลังเฝ้าดูคุณอยู่?
เราทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ชาวอเมริกัน แอฟริกัน หรือเอเชีย ผู้เชื่อหรือผู้ไม่เชื่อ ต่างก็มีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสาวกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เราทุกคนล้วนติดตามใครสักคน และเราทุกคนต่างก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อใครอีกคนหนึ่งเช่นกัน ดังที่ มาร์ค เดเวอร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือเกี่ยวกับการสร้างสาวกของเขาว่า “การเป็นมนุษย์ก็คือการเป็นสาวก พระเจ้าไม่ได้ประทานทางเลือกให้อาดัมกับเอวาเลือกระหว่างการเป็นสาวกกับการมีอิสระเป็นของตัวเอง แต่ทรงให้เลือกระหว่างการติดตามพระองค์กับการติดตามซาตาน เราทุกคนล้วนเป็นสาวก คำถามเดียวก็คือ เราเป็นสาวกของใคร?” (หน้า 44)
การสร้างสาวกแบบคริสเตียน หรือ “การสร้างสาวก” ตามที่เดเวอร์เรียกนั้น คือการนำเอารูปแบบที่เป็นสากลของมนุษย์ในเรื่องของการส่งอิทธิพล การเป็นแบบอย่าง และการหล่อหลอมชีวิต มาใช้เพื่อประกาศพระเกียรติสิริของพระเยซู
การสร้างสาวกคืออะไร? เดเวอร์ กล่าวว่า “แก่นแท้ของการสร้างสาวกก็คือการสอน” เขากล่าวต่อไปว่า “การสร้างสาวกของคุณควรช่วยให้ผู้คนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น . . . ผ่านทางการสร้างสาวก คุณย่อมอยากให้พวกเขาได้รู้ว่าทำไมคริสเตียนจึงต้องอธิษฐาน ทำไมเราจึงต้องแบ่งปันข่าวประเสริฐ ทำไมเราจึงต้องผูกพันตัวกับคริสตจักร ทำไมความเข้าใจเรื่องอธิปไตยของพระเจ้าจึงส่งผลต่อวิถีชีวิตของเรา และอื่นๆ อีกมากมาย” (หน้า 83)
การสร้างสาวกคือพันธกิจที่สอนว่าต้องทำสิ่งต่างๆ ว่า “อย่างไร” แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ ต้องเป็นพันธกิจที่สอนถึงเหตุผลว่า “ทำไม” ถึงต้องทำสิ่งเหล่านั้น แน่นอนว่าการสร้างสาวกนั้นเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของเราเป็นแบบอย่างในเรื่องความเชื่อและความยำเกรงพระเจ้า (ฟีลิปปี 3:17) แต่การสร้างสาวกที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีการถ่ายทอดถึงเหตุผลว่า ทำไมเราจึงเชื่อและดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซูด้วยเช่นกัน (2 ทิโมธี 2:2)
ใครๆ ก็สามารถเลียนแบบวิถีคริสเตียนได้ในช่วงเวลาหนึ่งโดยปราศจากความเชื่อมั่นที่แท้จริง แต่ “ความเชื่อ” ในลักษณะนั้นจะไม่ยั่งยืน และไม่สามารถนำความรอดมาให้ได้ ชายหญิงรุ่นน้องที่กำลังเฝ้ามองดูเราอยู่นั้น ต้องการความจริงที่เราเชื่อ ซึ่งเป็นความจริงที่อยู่เบื้องหลังวิถีชีวิตของเรา มากยิ่งกว่าการมีแค่แบบอย่างที่ดีให้ทำตามเพียงอย่างเดียว คุณไม่มีทางสอนใครให้รู้ได้ครบทุกเรื่องว่าต้องทำสิ่งต่างๆ “อย่างไร” แต่เมื่อคุณสอนพวกเขาถึงเหตุผลว่า “ทำไม” คุณกำลังเตรียมพวกเขาให้รู้จักใช้สติปัญญา เพื่อที่พวกเขาจะสามารถหาวิธีการหรือรู้ว่าต้องทำ “อย่างไร” ด้วยตัวของพวกเขาเองได้ในอนาคตระยะยาว
เพื่อให้เข้าใจตรงกัน วิถีชีวิตที่สาวกของเราดำเนินอยู่นั้นเป็นเรื่องสำคัญ (ฮีบรู 12:14) และเราควรฝึกฝนพวกเขาให้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องต่อพระพักตร์พระเจ้า (มัทธิว 28:20) แต่วิธีการดำเนินชีวิตของพวกเขาจะไม่มีความหมายเลย หากชีวิตเหล่านั้นไม่ได้ถูกหล่อหลอมและขับเคลื่อนด้วยพระวจนะและข่าวประเสริฐของพระองค์ การสร้างสาวกทุกรูปแบบควรต้องอาศัยการสอน — นั่นคือการหยุดพักเพื่ออธิบายให้คนที่เรามีอิทธิพลต่อพวกเขาได้รับรู้ว่า ทำไมเราจึงเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ และทำไมเราจึงดำเนินชีวิตอย่างที่เราเป็นอยู่ การสร้างสาวกจึงไม่ใช่แค่การพาพวกเขาเดินชมเพียงรอบนอกของตัวรถเท่านั้น แต่มันคือการเปิดฝากระโปรงหน้ารถ เพื่อให้พวกเขาได้เห็นถึงการทำงานของเครื่องยนต์ที่ซ่อนอยู่ภายในด้วย
ในการสร้างสาวก เราเป็นแบบอย่างและสั่งสอนเพื่อนำไปสู่ความรักและการเชื่อฟังพระคริสต์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทว่า เครื่องยนต์แห่งการสร้างสาวกของเรานั้นถูกขับเคลื่อนด้วยความรัก หากปราศจากความรัก ความพยายาม ความตั้งใจ และกลยุทธ์ทั้งหมดของเราก็ล้วนไร้ความหมาย (1 โครินธ์ 13:1–3) การพยายามสร้างผู้อื่นให้เป็นสาวกโดยปราศจากความรักที่กำลังเติบโตและเอ่อล้น อาจดูเป็นสิ่งที่ดีงาม หรือแม้กระทั่งน่ายกย่อง แต่มันก็จะค่อยๆ จางหายไปและหมดแรงลงในที่สุด หากเราพยายามสร้างสาวกโดยปราศจากความรัก เราอาจจะช่วยให้ผู้อื่นดูเหมือนเป็นคริสเตียนได้ แต่เราจะขาดสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด นั่นคือ จิตใจใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความผูกพันและความทุ่มเทอย่างแท้จริง
ผมไม่ได้กำลังเน้นถึงความรักของเราที่มีต่อผู้คนมากมายในชีวิตของเราเป็นหลัก เดเวอร์ ได้เตือนสติว่า “ท้ายที่สุดแล้ว ความเหนื่อยยากและงานหนักของเราไม่สามารถหยั่งรากลงในความรักที่เรามีต่อพวกเขา หรือความรักที่พวกเขามีต่อเราได้ แต่มันจะต้องหยั่งรากลงในความรักที่เรามีต่อพระคริสต์ ความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรา และความรักที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขา” (หน้า 33) เราจะไม่พบบ่อน้ำที่เราต้องการสำหรับการสร้างสาวกจากส่วนลึกภายในตัวเราเอง เราจำเป็นต้องตักตวงจากบ่อน้ำแห่งพระคุณ ความจริง และความรัก ที่ลึกซึ้งกว่า บริบูรณ์กว่า และเต็มไปด้วยชีวิต
ความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกของคุณ ไม่ว่าจะเป็นกับครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน และคนอื่นๆ โดดเด่นด้วยความรักที่แท้จริงและจริงใจหรือไม่? เดเวอร์ได้นำเสนอคุณลักษณะ 5 ประการของความรักที่แท้จริงในความสัมพันธ์เหล่านี้ ผมได้เพิ่มคำถามต่างๆ เข้าไป เพื่อช่วยให้คุณลักษณะเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการทดสอบจิตใจของเราเอง ในขณะที่เราทุ่มเทความพยายามที่จะสร้างผู้อื่นให้เป็นสาวก
เดเวอร์ ได้อธิบายขยายความประโยคสุดท้ายที่เกี่ยวกับความรักนี้ไว้อย่างเป็นประโยชน์ว่า “เราต้องการความรักที่ทำให้เราถ่อมใจพอที่จะตระหนักว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ตัวเรา แต่เป็นพระเจ้า และพระเจ้าสามารถใช้เราได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นพระองค์ก็จะทรงใช้คนอื่นต่อไป” (หน้า 91)
คุณจะเป็นผู้ติดตาม และคุณก็จะเป็นผู้นำและผู้สอนด้วยเช่นกัน มรดกแห่งชีวิตและแบบอย่างของคุณที่จะหลงเหลืออยู่ท่ามกลางผู้คนในชีวิตของคุณที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อจากคุณนั้น จะเป็นเช่นไร? เดเวอร์ได้เขียนไว้อีกครั้งว่า “คนรอบข้างจะส่งอิทธิพลต่อคุณ ไม่ว่าในทางที่ดีหรือร้าย และในทางกลับกัน ไม่ว่าในทางที่ดีหรือร้าย คุณก็จะส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างด้วยเช่นกัน . . . ไม่มีใครในพวกเราที่เป็นเกาะโดดเดี่ยว”
ท่ามกลางผู้คนเจ็ดพันล้านคนบนโลกนี้ ไม่มีใครเป็นเกาะโดดเดี่ยว ในแต่ละวัน เราอาจรู้สึกเหมือนใช้ชีวิตอยู่บนเกาะ เหมือนว่าการตัดสินใจของเราส่งผลกระทบต่อเรา และเพียงแค่เราเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้อื่นจะสังเกตเห็นสิ่งที่เราทำและวิธีที่เราทำ รวมไปถึงสิ่งที่เราพูดและวิธีที่เราพูด สิ่งที่พวกเขาสังเกตเห็นนั้น อาจเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาติดตามพระเยซู หรืออาจเป็นการตอกย้ำให้พวกเขารู้สึกสบายใจที่จะต่อต้านหรือเพิกเฉยต่อไป เรากำลังสร้างสาวกผ่านทุกสิ่งที่เราทำ ดังนั้นเราจึงควรตั้งใจในทุกสิ่งที่เราทำเพื่อเป็นแบบอย่างของความชื่นชมยินดีในพระเยซู และให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในการสอนให้พวกเขารู้จักวิธีค้นพบความชื่นชมยินดีนั้นด้วยตัวของพวกเขาเอง
เดเวอร์ตั้งคำถามว่า “เมื่อคุณก้าวออกจากโถงทางเดินของชีวิตนี้ เข้าสู่ห้องแห่งนิรันดรกาล คุณจะทิ้งสิ่งใดไว้เบื้องหลังในชีวิตของผู้อื่นบ้าง?” (หน้า 26) เราจะทิ้งภาพลักษณ์ที่เจิดจรัสแต่กำลังจะเลือนหายไปของตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นของประทาน ความสนใจ หรือความสำเร็จของเรา หรือเราจะทิ้งภาพที่ชัดเจนและยั่งยืนของพระคริสต์ ซึ่งนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์?
มาร์แชลล์ ซีกัล (@marshallsegal) ดำรงตำแหน่งประธานและซีอีโอของพันธกิจดีไซริงก๊อด (Desiring God) เขาเป็นผู้เขียนหนังสือ Not Yet Married: The Pursuit of Joy in Singleness & Dating เขาสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยและสถาบันพระคริสตธรรมเบธเลเฮม (Bethlehem College and Seminary) และรับใช้ในตำแหน่งผู้ปกครองที่คริสตจักรซิตี้ส์ (Cities Church) เขาและเฟย์ ภรรยาของเขา มีบุตรด้วยกันสามคน และปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองมินนีแอโพลิส อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาร์แชลล์