เราไม่สามารถอ่านพระคัมภีร์ได้อย่างแท้จริง หากปราศจากการใช้ความคิดอย่างจดจ่อและอดทน เรื่องนี้คงเป็นสิ่งที่ชัดเจนสำหรับพวกเราอยู่แล้ว แต่เราจะยังไม่ได้อ่านพระคัมภีร์อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ หากเราไม่ได้ใช้หัวใจอ่านด้วยความกระตือรือร้นและอย่างไม่ลดละ การอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยหัวใจนั้น เรียกร้องให้เราต้องมีความเชื่อ ความพยายาม การอธิษฐาน ความถ่อมใจ การยอมเปิดเผยความอ่อนแอของตน และมักจะต้องใช้เวลามากขึ้น แต่นั่นเป็นเพราะหัวใจคือเป้าหมายหลักที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้พระวจนะของพระองค์ฝังรากลงไป
การอ่านพระคัมภีร์ด้วยหัวใจหมายความว่าอย่างไร? ก่อนที่ผมจะอธิบาย ผมขอหยิบยกตัวอย่างหนึ่งขึ้นมาให้เห็น เพราะตัวอย่างที่ดีมักจะช่วยอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และตัวอย่างที่ว่านี้ก็มาจากพระคัมภีร์นั่นเอง
สดุดี 119 เป็นบทเพลง (ยาว) ที่แสดงถึงความรักและความปรารถนาในพระเจ้าอย่างสุดหัวใจ และหากคุณอ่านด้วยความคิดที่จดจ่อ คุณจะได้ยินผู้เขียนสดุดีร้องเพลงถึงวิธีการและเหตุผลที่เขารับเอาพระวจนะของพระเจ้าด้วยหัวใจที่จดจ่ออย่างไม่ลดละและอย่างหิวกระหาย สดุดีบทนี้คุ้มค่าที่จะอ่านให้จบทั้งบท แต่ด้านล่างนี้คือบางส่วนที่ยกมาให้ได้สัมผัส:
เมื่อเราอ่านสดุดี 119 มีความจริงสองประการที่ปฏิเสธไม่ได้เลย นั่นคือ พระวจนะของพระเจ้ามีไว้สำหรับหัวใจของมนุษย์ และหนทางไปสู่หัวใจนั้นต้องผ่านทางความคิด
พระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดที่ต้องนำมาขบคิดไตร่ตรอง แต่พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่สมควรได้รับความรัก
พระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดที่ต้องนำมาขบคิดไตร่ตรอง แต่พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่สมควรได้รับความรัก
ในลูกา 10:27 พระเยซูทรงยกข้อความจากเฉลยธรรมบัญญัติ 6:5 ซึ่งโมเสสกล่าวว่า “จงรักพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านอย่างสุดใจ สุดจิต และสุดกำลังของท่าน” อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่พระกิตติคุณบันทึกว่าพระเยซูทรงยกข้อความนี้มา (ดู มัทธิว 22:37; มาระโก 12:30 ด้วย) พระเยซูทรงเพิ่มคำว่า “ความคิด” เข้าไป ซึ่งเป็นคำที่โมเสสไม่ได้ใส่ไว้ บางทีอาจเป็นเพราะผู้ฟังชาวฮีบรูในสมัยของโมเสสเข้าใจโดยนัยอยู่แล้วว่าความรู้สึกนั้นครอบคลุมถึงเหตุผลด้วย ในขณะที่ฝูงชนที่หลากหลายซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมกรีกในสมัยของพระเยซูต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้
ไม่ว่าเหตุผลที่พระเยซูทรงเพิ่มคำว่า “ความคิด” จะเป็นอะไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่าทั้งเหตุผลและความรู้สึกต่างก็เป็นสิ่งสำคัญในการรักพระเจ้า แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีลำดับความสำคัญอยู่ พระเจ้าทรงต้องการหัวใจของเรา เพราะดังที่พระเยซูตรัสไว้ว่า “เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” (มัทธิว 6:21) พระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดที่ต้องนำมาขบคิดไตร่ตรอง แต่พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่สมควรได้รับความรัก ทรงเป็นขุมทรัพย์สูงสุดที่สมควรได้รับการเทิดทูนอย่างสูงสุด
หนทางที่พระเจ้าจะเข้าถึงความรู้สึก (หัวใจ) ของเราก็คือผ่านทางความเข้าใจ (ความคิด) ของเรา ดังนั้น เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ เราจึงอ่านโดยใช้หัวใจจดจ่ออยู่ด้วย เพราะพระวจนะของพระเจ้านั้นมีไว้สำหรับหัวใจของเราเป็นหลัก
ในฐานะคริสเตียน เรามักจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอ่านพระคัมภีร์ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ในการเน้นย้ำถึงความสำคัญนี้ เราอาจตกหลุมพรางของความเข้าใจผิดที่แนบเนียนและหลอกลวงได้ง่าย ๆ ว่าทำไมการอ่านพระคัมภีร์จึงสำคัญ ความเข้าใจผิดที่แนบเนียนนี้เป็นไปในทำนองนี้: ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำ พระเจ้าจะพอพระทัยเรา และดังนั้นเราจึงสามารถคาดหวังพระพรจากพระองค์ได้ ราวกับว่าเพียงแค่พฤติกรรมการอ่านนั้นเป็นสิ่งที่รับประกันความโปรดปรานจากพระเจ้า มากกว่าที่จะเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงของการอ่าน
สิ่งที่หลอกลวงเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ มันมีความคล้ายคลึงกับความจริงอย่างมาก การอ่านพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอและมีวินัย เป็นวิถีทางแห่งพระพรที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้า แต่ไม่ใช่เพราะว่าพฤติกรรมการอ่านนั้นทำให้เราสมควรได้รับความโปรดปรานจากพระองค์ หากเราอ่านพระคัมภีร์ด้วยวิธีนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับชาวมุสลิมที่ยึดมั่นในหลักปฏิบัติห้าประการเพื่อรับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ ดูเหมือนว่านี่คือวิธีที่ผู้นำหลายคนในสมัยของพระเยซูเข้าหาพระคัมภีร์ ลองฟังคำตำหนิของพระเยซู:
“วิบัติแก่เจ้า เหล่าธรรมาจารย์และพวกฟาริสี เจ้าคนหน้าซื่อใจคด! เจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพฉาบปูนขาว ภายนอกแลดูสวยงามแต่ภายในเต็มไปด้วยซากกระดูกและสิ่งโสโครกทั้งปวง ในทำนองเดียวกันเปลือกนอกผู้คนมองว่าเจ้าชอบธรรม แต่ภายในเต็มไปด้วยความหน้าซื่อใจคดและความชั่วร้าย” (มัทธิว 23:27–28)
“ท่านขยันศึกษาพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าโดยพระคัมภีร์ท่านจะได้ชีวิตนิรันดร์ พระธรรมเหล่านั้นคือพระคัมภีร์ที่เป็นพยานเกี่ยวกับเรา กระนั้นพวกท่านก็ไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยอห์น 5:39–40)
พระเจ้าไม่ได้สนพระทัยในการอ่านพระคัมภีร์ของเราในฐานะพิธีกรรมบางอย่างที่ต้องทำเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเคร่งศาสนาของเรา พระองค์ทรงต้องการให้เราอ่านพระคัมภีร์เพื่อที่เราจะได้เห็นพระองค์! พระเจ้าทรงต้องการให้เราเห็นพระสิริของพระองค์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พระคัมภีร์คือที่ที่พระสิริอันสำคัญที่สุดของพระเจ้าตรีเอกานุภาพส่องสว่างและชัดเจนที่สุด — โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสิริของพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 1:14) ผู้ทรงเป็น “พระฉายของพระเจ้าผู้ที่เราไม่อาจมองเห็นได้” (โคโลสี 1:15) และ “พระคุณและความจริง” ก็มาทางพระองค์ (ยอห์น 1:17)
สิ่งนี้ทำให้พระคัมภีร์เองส่องประกายด้วยพระสิริที่โดดเด่น คุ้มค่าแก่การขุดค้นอย่างลึกซึ้งเนื่องจากความมั่งคั่งอันประเมินค่ามิได้ที่บรรจุอยู่ภายใน ดังที่ จอห์น ไพเพอร์ (John Piper) กล่าวไว้ว่า
ในทุกรายละเอียดและข้อปลีกย่อยของสิ่งที่เราพบในพระคัมภีร์ — ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ — เป้าหมายของการอ่านคือการเห็นคุณค่าและความงดงามของพระเจ้าเสมอ สังเกตว่าผมพูดว่า “ในทุกรายละเอียดและข้อปลีกย่อย” ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะเห็นพระสิริได้ ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าไม่ได้ลอยอยู่เหนือพระคัมภีร์เหมือนก๊าซ มันไม่ได้ซ่อนเร้นอยู่ในที่ลับตาแยกต่างหากจากความหมายของคำและประโยค แต่มันถูกมองเห็นในและผ่านความหมายของตัวบท (Reading the Bible Supernaturally, หน้า 96)
พระสิริของพระเจ้าถูกมองเห็นในและผ่านความหมายของตัวบท นั่นคือเหตุผลที่เราอธิษฐานว่า “ขอทรงทำให้ข้าพระองค์เข้าใจทางแห่งข้อบังคับของพระองค์” (สดุดี 119:27) เพราะความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้าคือวิถีทางที่พระวจนะของพระเจ้าจะถูกเก็บสะสมไว้ในใจของเรา (สดุดี 119:11)
พระเจ้าทรงต้องการหัวใจของเราในการอ่านพระคัมภีร์ ไม่ใช่แค่ความสนใจจากความคิดของเราเท่านั้น แม้การได้เห็นพระสิริของพระเจ้าจะมีความสำคัญ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเห็นพระสิริของพระองค์เพื่อที่เราจะได้ซึมซับและลิ้มรสพระสิริของพระองค์ และ “หากไม่มีการมองเห็นพระสิริของพระเจ้าอย่างแท้จริง ก็ย่อมไม่มีการลิ้มรสพระสิริของพระเจ้าอย่างแท้จริงได้” (หน้า 96) ชาร์ลส์ สเปอร์เจียน (Charles Spurgeon) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า:
อย่างไม่ต้องสงสัย ประโยชน์ของการอ่านย่อมต้องมาถึงจิตวิญญาณผ่านทางความเข้าใจ… ความคิดจะต้องได้รับการส่องสว่างเสียก่อน ความรู้สึกจึงจะสามารถพุ่งทะยานขึ้นไปยังองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างเหมาะสม… ต้องมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าก่อนที่จะมีความรักต่อพระเจ้า: ต้องมีความรู้ในสิ่งที่เป็นของพระเจ้า ตามที่ได้รับการเปิดเผยไว้ ก่อนที่จะมีความชื่นชมยินดีในสิ่งเหล่านั้นได้ (หน้า 100)
“ความรักต่อพระเจ้า” และ “ความชื่นชมยินดีในสิ่งที่เป็นของพระเจ้า” คือสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนามากที่สุดให้เราได้สัมผัสเป็นผลลัพธ์จากการอ่านพระคัมภีร์ และทั้งสองสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความรู้ ความรู้นั้นมีไว้เพื่อนำไปสู่ความรักและความชื่นชมยินดี
เมื่อผมกล่าวว่าพระวจนะของพระเจ้ามีไว้สำหรับหัวใจของมนุษย์ ผมหมายความว่าพระวจนะมีไว้เพื่อ (ขอยืมคำจากบทเพลงนมัสการมาใช้) “ความชื่นชมยินดีของทุกหัวใจที่โหยหา” การอ่านพระคัมภีร์ “ในทุกรายละเอียดและข้อปลีกย่อย” มักจะเป็นงานที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างหนัก มันอาจเป็นเรื่องยากมาก และบางครั้งอาจถึงขั้นทำให้รู้สึกลำบากใจ เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์ เรากำลังรับมือกับความคิดอันไร้ขีดจำกัดและล้ำลึกของพระเจ้า ความคิดของพระองค์ไม่ใช่ความคิดของเรา และทางของพระองค์ก็ไม่ใช่ทางของเรา (อิสยาห์ 55:8–9) แต่ท้ายที่สุดแล้ว หากเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไมพระเจ้าจึงประทานพระคัมภีร์เล่มนี้แก่เรา การอ่านพระวจนะของพระองค์ก็จะกลายเป็นการแสวงหาความสุขอันเปี่ยมล้น สิ่งที่เรากำลังไขว่คว้าก็คือความสุขที่จิตวิญญาณของเราถูกออกแบบมาให้เพลิดเพลินมากที่สุด นั่นคือการได้ลิ้มรสพระสิริของพระเจ้านั่นเอง
ผู้ที่รู้จักพระเจ้าดีที่สุดและรักพระองค์มากที่สุด ต่างเข้าใจถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของการได้ซึมซับและลิ้มรสพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ผ่านการมองเห็นพระองค์อย่างชัดเจนในพระวจนะของพระองค์
เราอ่านพระคัมภีร์ด้วยความคิดเพื่อที่จะได้เห็นพระสิริของพระเจ้า และอ่านด้วยหัวใจเพื่อที่จะได้ลิ้มรสพระสิริของพระองค์
เราอ่านพระคัมภีร์ด้วยความคิดเพื่อที่จะได้เห็นพระสิริของพระเจ้า และอ่านด้วยหัวใจเพื่อที่จะได้ลิ้มรสพระสิริของพระองค์
จอร์จ มุลเลอร์ (George Müller) เมื่อมองย้อนกลับไปถึงชีวิตที่น่าทึ่งและต้องเผชิญกับความท้าทายในการอธิษฐานพึ่งพาพระเจ้าเพื่อเด็กกำพร้าในเมืองบริสตอล เขาได้รำลึกถึงช่วงเวลาสำคัญในช่วงเริ่มต้นพันธกิจของเขาว่า “ผมเห็นชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยว่า ภารกิจที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกที่ผมควรต้องทำในทุก ๆ วันก็คือ การทำให้จิตวิญญาณของผมมีความสุขอิ่มเอมในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (หน้า 100) เขากำลังพูดถึงการอ่านพระคัมภีร์และการอธิษฐานอย่างมีวินัยในทุก ๆ เช้า สิ่งนี้คือโอเอซิสแห่งความสดชื่นของเขา เวลาที่ได้ใคร่ครวญในพระวจนะทำหน้าที่เสมือนอับเฉาเรือที่คอยพยุงเรือของเขาให้ตั้งตรงท่ามกลางชีวิตที่เต็มไปด้วยความเครียดและพายุมรสุมที่ปั่นป่วนในบางครั้ง “หากไม่มีอุปสรรคผิดปกติใด ๆ มาขัดขวาง เขาจะไม่ยอมลุกจากการคุกเข่าจนกว่าการมองเห็นนั้นจะกลายเป็นการลิ้มรสอย่างแท้จริง” (หน้า 100)
จอร์จ มุลเลอร์ อ่านพระคัมภีร์เช่นเดียวกับผู้เขียนบทเพลงสดุดี 119 นั่นคือ การอ่านด้วยความคิดที่จดจ่ออย่างลึกซึ้งและด้วยหัวใจที่ผูกพันอย่างไม่ลดละ และเราเองก็ต้องทำเช่นนั้นด้วย เราอ่านพระคัมภีร์ด้วยความคิดเพื่อที่จะได้เห็นพระสิริของพระเจ้า และอ่านด้วยหัวใจเพื่อที่จะได้ลิ้มรสพระสิริของพระองค์ เราให้พระคัมภีร์ผ่านเข้ามาทางความคิดเพื่อเก็บบันทึกไว้ในหัวใจ เพราะหัวใจของเรานั้นอยู่ที่ขุมทรัพย์ของเรา และหากเป็นไปได้ เราจะไม่หยุดค้นหาจนกว่าหัวใจของเราจะ “มีความสุขอิ่มเอมในองค์พระผู้เป็นเจ้า” — จนกว่าเราจะสัมผัสได้ถึงความชื่นชมยินดีครั้งใหม่ในบางแง่มุมว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด และพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งใดเพื่อเราบ้างในพระเยซูคริสต์
จอน บลูม (@Bloom_Jon) เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพันธกิจ Desiring God เขาเขียนบทความมาแล้วกว่า 750 บทความ และปัจจุบันยังคงรับใช้ในฐานะคณะกรรมการ