พระคัมภีร์

เรียงตามประเภทเนื้อหา

เนื้อหาพระคัมภีร์ล่าสุด

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 2 เปโตร

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรม 1 และ 2 พงศ์กษัตริย์

05/05/2026

3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับพระธรรมนางรูธ 

22/03/2026

คำแนะนำสำหรับการศึกษาวิวรณ์ 📖

19/03/2026

ภาพรวมของพระธรรมวิวรณ์ (ตอนที่ 2/2) ลูกแกะ vs. พญานาค

ร้านหนังสือ

27 กันยายน 2022

ศิษยาภิบาลที่รัก โปรดศึกษาศาสนศาสตร์แห่งการถูกชำระให้บริสุทธิ์ (sanctification) ของคุณด้วย

ศิษยาภิบาลที่รัก โปรดศึกษาศาสนศาสตร์แห่งการถูกชำระให้บริสุทธิ์ (sanctification) ของคุณด้วย
Read the original English article at 9Marks
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 29 กุมภาพันธ์ 2016
บันทึก (0)
Please login to bookmark Close

นาทีที่ผมรู้สึกว่าความรู้ในเรื่องการถูกชำระให้บริสุทธิ์ของตัวเองบกพร่องนั้นตราตรึงใจผมมาก สิ่งนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมในกลุ่มย่อยขณะที่เรากำลังสนทนากันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของเราและการงานของพระวิญญาณในกระบวนการเข้าสู่ความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ขณะที่การสนทนาดำเนินไปอย่างที่เป็นอยู่บ่อยครั้ง ผู้คนก็แบ่งปันถึงสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาเติบโตขึ้นหรืออย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ในคริสตจักรที่จะช่วยให้พวกเขาโตขึ้น เช่น การอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน เป็นต้น ในขณะเดียวกันทุกคนต่างก็ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์คือผู้ที่ทำงานของการชำระให้บริสุทธิ์จริงๆ สุดท้ายก็มีผู้หญิงคนหนึ่งพูด ออกมาตรงๆ ว่า “ฉันไม่เข้าใจ ฉันจะเติบโตในฐานะคริสเตียนได้อย่างไรคะ?”

ขอเกริ่นถึงเบื้องหลังสักหน่อย สุภาพสตรีท่านนี้ติดตามพระเยซูมาหลายปีแล้วแต่ไม่นานมานี้เธอรู้สึกว่าการเติบโตของเธอได้หยุดชะงักลง เธออ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน มานมัสการทุกสัปดาห์ แต่ก็ยังรู้สึกว่าเธอมีความขมขื่นใจกับคนอื่นอยู่และเธอก็ได้พูดสิ่งที่ต้องมาเสียใจภายหลัง ผู้หญิงคนนี้เข้าใจว่าบาปของเธอทำให้พระเจ้าเสียพระทัย ดังนั้นเธอจึงรู้ว่าไม่สามารถอยู่เฉยๆ และเอารอแต่ให้พระเจ้ามาชำระเธอได้ แต่เธอก็เริ่มตระหนักได้ว่ากระบวนการถูกชำระให้บริสุทธิ์ของเธอไม่ได้เกิดขึ้นในสัดส่วนที่สัมพันธ์กับความพยายามของเธอ เธอพยายามอย่างหนักแต่ก็ยังย่ำอยู่กับที่ ในตอนต้นของเย็นวันนั้นผมแบ่งปันว่าถ้าหากเราทำกับการฝึกวินัยฝ่ายวิญญาณราวกับว่ามันคือแหล่งที่มาโดยตรงของการชำระให้บริสุทธิ์ของเรา ถ้าอย่างนั้นโฟกัสก็จะเปลี่ยนจากข่าวประเสริฐของพระคริสต์ไปเป็นที่ตัวเราแทนและนี่คือบ่อนทำลายการเติบโตของเรา ผมสามารถบอกได้เลยว่าคำพูดนั้นแตะต้องใจเธอแม้ว่ามันจะทำให้เธอรู้สึกกลัวก็ตาม

กระนั้นผมก็ไม่สามารถตอบคำถามของเธอได้เพราะความเข้าใจในเรื่องความรอดของผมไม่สมบูรณ์ ผมไม่ได้เข้าใจองค์ประกอบทั้งหมด ดังนั้นกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นการถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมกับการถูกชำระให้บริสุทธิ์จึงขัดแย้งกันเอง ผมเอาแต่บ่นพึมพำอะไรบางอย่างที่ไม่สัมพันธ์กันนานเกินกว่าที่ทุกคนจะชอบ จากนั้นเราทุกคนก็พักทานของว่าง จะมีอะไรดีไปกว่าบราวนี่แสนอร่อยที่เข้ามาช่วยกลบเกลื่อนความตึงเครียดที่น่าอึดอัดเช่นนี้ได้

ความรับผิดชอบของศิษยาภิบาล

ผมไม่คิดว่าคริสเตียนคนหนึ่งจะต้องสามารถพูดอธิบายเรื่องศาสนศาสตร์แห่งการถูกชำระให้บริสุทธิ์ให้ได้ก่อนจึงจะสามารถถูกชำระให้บริสุทธิ์ได้ เหมือนที่ภรรยาของผมและทารกน้อยของเราไม่ต้องเข้าใจจิตวิทยาแห่งสายสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกให้ได้ก่อนจึงจะสามารถมีความผูกพันธ์กันได้ เราสามารถรับพระคริสต์เข้ามาเหมือนที่รับอาหารและเติบโตขึ้นได้อย่างปกติแม้ว่าเราจะไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเพื่อให้สอดคล้องกับการเปรียบเทียบนี้ สมมติถ้ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างสายสัมพันธ์ของแม่และลูกล่ะ? แน่นอนผมหวังว่าจะมีคนที่เข้าใจพอที่จะช่วยพวกเขาได้

และนี่จึงเป็นเหตุผลที่อาจารย์จำเป็นต้องรู้จักกับศาสนศาสตร์แห่งการถูกชำระให้บริสุทธิ์ของตัวเองด้วย คุณอาจจะคิดว่า “นี่เป็นงานของผู้ให้คำปรึกษาฝ่ายวิญญาณไม่ใช่เหรอ?” ใช่ แต่อาจารย์ (ผมนึกถึงเฉพาะกลุ่มคนที่เทศนาและสั่งสอนเป็นหลัก) นั้นมีความรับผิดชอบในการเทศนาศาสนศาสตร์แห่งการถูกชำระให้บริสุทธิ์ที่แท้จริงเพื่อที่พวกเขาจะได้นำผู้คนไปในทางที่ถูกต้อง ลองคิดดูว่าหากคุณไม่ได้เทศนาด้วยมุมมองที่อยากนำคนของคุณไปสู่ความบริสุทธิ์ แล้วคุณกำลังทำอะไรอยู่? แน่นอนว่าคุณไม่อยากเพียงแค่ให้ความรู้ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือให้ความบันเทิงแก่ผู้คน คุณอยากให้คนของคุณได้รับการเปลี่ยนแปลง แต่คุณมีกรอบความคิดที่บอกว่ามันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหรือไม่? หากไม่มี แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังนำพวกเขาไปในทางที่ถูกต้อง?

เรามีแนวโน้มที่จะผิดพลาดอย่างไร?

อันตรายที่ทำให้การถูกชำระให้บริสุทธิ์ต้องหยุดชะงักลงคือแนวคิดแบบใช้พระคุณเพื่อทำบาป (licentiousness) และแนวคิดแบบธรรมบัญญัตินิยม (legalism) แนวคิดแบบธรรมบัญญัตินิยมมองการถูกชำระให้บริสุทธิ์ในฐานะงานที่ต้องทำ บางทีฉันก็ต้องทำงานเพื่อจะได้รับความรอด หรือบางทีฉันก็ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อจะได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้ามากขึ้น ฉันคิดว่า “ถ้าหากแค่ฉันสามารถหยุดทำสิ่งนี้ได้หรือไม่ก็เริ่มทำสิ่งนี้ได้ แล้วฉันจะโอเค” นี่คือธรรมบัญญัตินิยม เพราะมันคือการเชื่อฟังพระเจ้าเพื่อจะได้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่ใช่การเชื่อฟังที่ออกมาจากความสัมพันธ์ที่มีกับพระเจ้า

ความผิดพลาดอีกอย่างคือแนวคิดแบบการใช้พระคุณเพื่อทำบาปและคนที่รับเอาความเชื่อนี้ถูกเรียกว่าแอนติโนเมียน (anti = ต่อต้าน; nomas = กฎหมาย) แนวคิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากการจดจ่ออย่างมากกับสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงกระทำให้สำเร็จจนไม่เหลือที่ว่างให้กับการงานของเราเลย พวกแอนติโนเมียนมองเห็นความล้มเหลวอันเลวร้ายซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ความพยายามของเราแบบผิดๆ และด่วนสรุปอย่างผิดๆ ว่าควรจะหยุดใช้ความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น

ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรข้ึนหากปราศจากกรอบความคิดสำหรับการถูกชำระให้บริสุทธิ์ เราสามารถสนับสนุนให้ผู้คนต่อสู้กับธรรมบัญญัตินิยมของพวกเขาด้วยการใช้พระคุณเพื่อทำบาปและต่อสู้กับการใช้พระคุณเพื่อทำบาปด้วยธรรมบัญญัตินิยมของพวกเขา ผมยังจำนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่อยากให้ผมหยุดพูดเรื่องข่าวประเสริฐเพราะพวกเขากลัวว่ามันจะทำให้แรงกระตุ้นที่จะรักษาความบริสุทธิ์ของพวกเขาอ่อนแอลง ผมเคยได้ยินเรื่องของคนอื่นที่หากจะยอมรับมาตรงๆ ก็รู้สึกสบายใจกับความเป็นจริงที่ว่าพวกเขาทำบาปเพราะมันพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ได้กลายเป็นพวกที่รอดโดยธรรมบัญญัติ แต่นี่ไม่ใช่การถูกชำระให้บริสุทธิ์ที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์และเราจะต้องไม่สนับสนุนความคิดแบบนี้

การส่งเสริมการถูกชำระให้บริสุทธิ์แบบปลอมๆ นั้นง่ายกว่าที่คุณคิด ผมเคยได้ยินอาจารย์ที่ดีหลายคนกระตุ้นที่ประชุมของพวกเขาด้วยทุกสิ่งที่ควรทำแต่ไม่ได้พูดอะไรเลยเก่ียวกับพลังที่จะทำสิ่งนั้น ผมเคยได้ยินหลายๆ คำเทศนาที่พระคุณหล่นไปจากการใช้ชีวิตที่บริสุทธิ์แบบที่ดูเหมือนคำถามของเปาโลที่ว่า “เราควรจะทำบาปต่อไปเพื่อพระคุณจะได้มีมากยิ่งขึ้นหรือ?” จะได้รับคำตอบว่า “ใช่” ปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขด้วยการเทศนาที่มองว่าพระคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางของพระคัมภีร์ทุกตอน แต่เรายังต้องมีศาสนศาสตร์แห่งการถูกชำระให้บริสุทธิ์เพื่อที่จะสามารถก้าวไปอีกขั้นและสามารถถามคำถามนี้ได้ว่า “เมื่อเราเดินทางมาถึงพระคริสต์แล้ว เราจะสามารถสวมพระคริสต์และไม่สนองความปรารถนาตามวิสัยบาปได้อย่างไร?

ผมไม่ได้บอกว่าทุกคำเทศนาจะต้องมีการสาธยายอย่างยาวยืดในเรื่องหลักคำสอนแห่งการถูกชำระให้บริสุทธิ์ มันอาจจะปรากฏอยู่เพียงแค่ประโยคเดียวหลังจากที่เราไปถึงพระคริสต์แล้ว หรือมันอาจจะชัดเจนในคำพูดที่คุณพูดกับคนที่มาทักทายคุณหลังจากการเทศนาที่มีความทุกข์ใจหรือความเย่อหยิ่งสักหน่อยก็ได้ ประเด็นคือ ถ้าหากการ “สวมพระคริสต์” และการ “แสวงหาสิ่งที่อยู่เบื้องบน” เป็นคำสั่งหลักที่เชื่อมโยงกับการถูกชำระให้บริสุทธิ์ของเรา เราจะต้องรู้ว่าการเชื่อฟังคำสั่งเหล่านี้หมายถึงอะไรและสิ่งนี้จะต้องชัดเจนในคำเทศนาของเรา

การถูกชำระให้บริสุทธิ์ในพระคริสต์

ดังนั้นศาสนศาสตร์ที่ชัดเจนของการถูกชำระให้บริสุทธิ์ต้องสามารถเน้นถึงความจำเป็นของการเติบโตโดยไม่ไปด้อยค่าของพระคุณและต้องเน้นไปที่พระคุณโดยไม่ด้อยค่าความจำเป็นในการเติบโต

เราจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร? ผมจะให้เพียงแค่โครงร่างกับคุณเท่านั้น เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของบทความนี้คือการทำให้คุณไปศึกษาเรื่องการถูกชำระให้บริสุทธิ์ด้วยตัวเอง ประการแรกคือให้มองความบริสุทธิ์ในฐานะของสิ่งที่เชื่อมโยงกับความรอด เราต้องหยุดพูดถึงการได้รับ “ความรอด” และการเป็นผู้ “บริสุทธิ์” ราวว่าทั้งสองเป็นคนละเรื่องกันและทั้งสองก็สามารถคัดค้านกันเองได้ เราควรจะหยุดยกเอเฟซัส 2:8-9 ที่บอกว่าเรา “รอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ…ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ” โดยไม่ยก 2:10 “เราทั้งหลายเป็นผลงานของพระเจ้า…เพื่อให้ทำการดี” ได้แล้ว ความรอดนั้นรวมถึงความบริสุทธิ์ด้วย ไม่ใช่ในฐานะของเงื่อนไขเพื่อจะได้ความรอดแต่ในฐานะส่วนหนึ่งของความรอด สังเกตดูให้ดีๆ : ในพระคัมภีร์ไม่เคยมีความตึงเครียดระหว่างพระคุณที่ได้มาเปล่าๆ กับการทำดีเลย

ทำไมล่ะ?
คำถามข้อนี้นำผมไปสู่ประเด็นที่กว้างอันที่สอง : ความรอดคือการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ น่าเศร้าที่เรามักจะคิดถึงความรอดในฐานะของของขวัญกองโตกองหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยของขวัญที่ถูกห่อแยกกันแต่ละกล่อง อย่างเช่น มีกล่องของขวัญแห่ง “การอภัย” แห่ง “พระวิญญาณ” แห่ง “การไถ่” เป็นต้น ปัญหาคือของขวัญแต่ละชิ้นแยกกันอยู่อย่างอิสระและบ่อยครั้งการเน้นที่ของขวัญอย่างหนึ่งมากเกินไปก็เป็นการไปแข่งกับของขวัญอีกอย่างที่ถูกเน้นมากเกินไปด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าหากผมกำลังชื่นชมยินดีกับของขวัญอันยิ่งใหญ่แห่งการอภัยบาปจำเป็นด้วยหรือที่ผมต้องแกะห่อของขวัญอันที่ติดป้ายว่า “การถูกชำระให้บริสุทธิ์” ด้วย? หรือถ้าหากผมได้ประโยชน์จาก “การถูกชำระให้บริสุทธิ์” ผมยังต้องยึดมั่นในของขวัญแห่ง “ความชอบธรรมที่พระเจ้านับว่าเป็นของฉัน” อยู่อีกหรือ?

เราจะไม่ต่อสู้กับการใช้พระคุณเพื่อทำบาปของเราด้วยธรรมบัญญัตินิยม เราจะต่อสู้กับทั้งธรรมบัญญัตินิยมและการใช้พระคุณเพื่อทำบาปด้วยพระคริสต์
เราจะไม่ต่อสู้กับการใช้พระคุณเพื่อทำบาปของเราด้วยธรรมบัญญัตินิยม เราจะต่อสู้กับทั้งธรรมบัญญัตินิยมและการใช้พระคุณเพื่อทำบาปด้วยพระคริสต์

ในความเป็นจริง ความรอดเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับเอาพระคริสต์ผู้กลายมาเป็นทุกสิ่งที่เราต้องการสำหรับความรอดของเรา เราอยู่ “ในพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงเป็นพระปัญญาจากพระเจ้าเพื่อเรา นั่นคือทรงเป็นความชอบธรรม ความบริสุทธิ์และการไถ่ของเรา”(1โครินธ์ 1:30) เพราะของขวัญทุกชิ้นมาถึงเราโดยการรับเอาพระคริสต์ ทั้งหมดจึงเชื่อมโยงและสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ เราไม่ได้ใช้การอภัยบาปและความชอบธรรมที่พระเจ้านับว่าเป็นของเราเพื่อจะได้นั่งเฉยๆ และไม่ทำอะไรเลยแต่เพื่อจะได้เข้ามาใกล้พระคริสต์และพบกับความช่วยเหลือเพื่อสามารถดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ได้ และเมื่อเราดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์เราจะไม่เฉยชาต่อการถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมของเรา แต่จะกลับรู้สึกประทับใจในความบริสุทธิ์ของพระเจ้ามากขึ้นจนรู้สึกซาบซึ้งในความชอบธรรมของพระคริสต์ที่นับว่าเป็นของเรามากกว่าเดิม ซึ่งนั่นก็คือสถานะตามกฎหมายของเราต่อพระพักตร์พระเจ้า พระวิญญาณทรงผูกพันธ์ชีวิตคริสเตียนไว้ด้วยกันคือพระวิญญาณองค์เดียวกันที่ทำให้พระเยซูเป็นขึ้นจากตาย “เพื่อการถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรมของเรา” (โรม 4:25) พระองค์คือผู้ที่ได้ผูกพันธ์เราไว้กับพระคริสต์ด้วย พระองค์ทรงเติมเราให้เต็มด้วยผลของพระวิญญาณและทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าแทนเราด้วย

พูดอีกอย่างคือ การเติบโตของด้านหนึ่งในความรอดของเราย่อมพาให้เราหยั่งลึกลงในตัวตนของพระคริสต์และการมีสามัคคีธรรมฝ่ายวิญญาณกับพระองค์มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสิ่งนี้ได้เชื่อมเราติดกับผลประโยชน์อื่น ๆ ทั้งหมดที่เรามีในพระองค์ด้วย เราได้รับทุกพระพรฝ่ายวิญญาณในพระคริสต์ เมื่อเรามองความรอดของเราในฐานะของสิ่งที่มาเป็นแพ็คเกจเราก็ไม่สามารถทำให้ผลประโยชน์ข้อหนึ่งขัดแย้งกับผลประโยชน์อีกข้อได้ ผลคือเราไม่จะไม่ต่อสู้กับการใช้พระคุณเพื่อทำบาปของเราด้วยธรรมบัญญัตินิยม เราจะต่อสู้กับทั้งธรรมบัญญัตินิยมและการใช้พระคุณเพื่อทำบาปด้วยพระคริสต์

จงศึกษาเรื่องการถูกชำระให้บริสุทธิ์!

ผมรู้สึกขอบคุณคำถามของสุภาพสตรีท่านนั้นเพราะมันกระตุ้นให้ผมไปศึกษาเรื่องการถูกชำระให้บริสุทธิ์ ไม่ว่าเราจะเข้าใจความจริงนี้แค่ไหนก็ยังมีอีกมากมายให้เราต้องทำความเข้าใจอยู่และแน่นอนว่ามีอีกมากมายที่เรายังต้องมีประสบการณ์ด้วย แต่แม้แต่กรอบความคิดแบบง่ายๆ สำหรับการถูกชำระให้บริสุทธิ์นี้หากว่าถูกต้องตามพระคัมภีร์ก็จะสามารถช่วยให้เรานำคนของเราหยั่งลึกมากขึ้นในพระคริสต์และ (ดังนั้น) ในความบริสุทธิ์ด้วย

มีการผลักดันในกลุ่มอีแวนเจลิคัลให้เข้าใจเรื่องการถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ดี แต่จงตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรายังไม่ได้ละทิ้งเรื่องการถูกชำระให้บริสุทธิ์ด้วย

อย่าพลาดเนื้อหาใหม่

บทความ คำเทศนา และศาสนศาสตร์ — ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

ปกป้องโดย reCAPTCHA — ความเป็นส่วนตัว & ข้อกำหนด

หมวดหมู่เนื้อหา

ไมค์ ไครสต์
ไมค์ ไครสต์