Saphan Siam

พันธกิจที่มีคริสตจักรเป็นศูนย์กลางคืออะไร?

โดย จอห์น โฟลมาร์

อาเหม็ดเป็นชาวอาหรับในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่ได้ยินข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ กลับใจใหม่ และเชื่อวางใจ คริสเตียนที่มีภูมิหลังเป็นมุสลิมจากภูมิภาคอ่าวอาหรับนั้นหาได้ยากยิ่ง ดังนั้น มิชชันนารีชาวตะวันตกจึงกระตือรือร้นที่จะเข้าไปผูกมิตร หนุนใจ และสร้างสาวกกับเขา แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำคือ การนำเขาไปผูกพันตัวกับคริสตจักรท้องถิ่น แม้ว่าพวกเขาจะใช้เวลาส่วนตัวกับอาเหม็ด แต่เขากลับ:

  • ไม่มีการดูแลเอาใจใส่จากศิษยาภิบาล (ฮีบรู 13:17)
  • ไม่มีการนมัสการประจำสัปดาห์ (ฮีบรู 10:25)
  • ไม่มีการสามัคคีธรรมในคริสตจักร (กิจการ 2:42)
  • ไม่มีการเสริมสร้างชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณผ่านทางการฟังเทศนา การอธิษฐานร่วมกัน และพิธีศักดิ์สิทธิ์แห่งข่าวประเสริฐ (1 ทิโมธี 4:13; 1 ทิโมธี 2:1; 1 โครินธ์ 11:33)
  • ไม่มีโอกาสได้รับใช้ผู้อื่นในคริสตจักร (โรม 12:7)
  • ไม่มีการตรวจสอบดูแลซึ่งกันและกันโดยสมาชิกคริสตจักร (มัทธิว 18:17)

อาเหม็ดถูกสอนให้เชื่อว่า ในฐานะที่เขาเป็นสมาชิกของกลุ่มชนที่ยังเข้าไม่ถึงข่าวประเสริฐ เขาจึงเป็นข้อยกเว้นของกฎนี้ — นั่นคือเป็น คริสเตียนที่ไร้คริสตจักร ดังนั้น เขาจึงต้องเผชิญกับความยากลำบากและความท้อแท้ใจในชีวิตคริสเตียน โดยปราศจากประชากรของพระเจ้า

เวลาล่วงเลยไปยี่สิบปี — มิชชันนารีเหล่านั้นจากไปแล้ว พวกเขากลับสหรัฐอเมริกา และอาเหม็ดถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดฝ่ายจิตวิญญาณด้วยตัวเอง

ทำไมอาเหม็ดถึงไม่ถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคริสตจักรท้องถิ่นตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นคริสตจักรภาษาอาหรับหรือภาษาอังกฤษ คริสตจักรที่เปิดเผยหรือคริสตจักร “ใต้ดิน”? มิชชันนารีอาจจะบอกว่าเป็นเพราะความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หรือเพื่อรักษารูปแบบความเชื่อของคริสเตียนอาหรับให้เป็นแบบท้องถิ่นแท้ๆ เผื่อในกรณีที่มีคนอื่นมาร่วมเชื่อกับเขา หรือเป็นเพราะมิชชันนารีสองสามคนนั้น “เป็น” คริสตจักรของเขาแล้ว (ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่) ปัญหาคือ มิชชันนารีเหล่านี้มีความเข้าใจเรื่องความเชื่อว่าเป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคล

การทำพันธกิจยุคใหม่มักจะลดทอนความสำคัญของคริสตจักรลง หลักพันธกิจวิทยาเป็นผลพวงที่ไหลต่อยอดมาจากหลักคริสตจักรวิทยา สิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับคริสตจักร จะส่งผลต่อวิธีที่เราปฏิบัติตามพระมหาบัญชา และนั่นสร้างความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงสำหรับคนอย่างอาเหม็ด ผู้รับเชื่อใหม่ไม่ได้ต้องการโค้ชส่วนตัว พวกเขาต้องการคริสตจักร

อย่าเข้าใจผมผิด — ยังคงมีมิชชันนารีอีกมากมายที่เป็นพยานอย่างซื่อสัตย์ และเลี้ยงดูประชากรของพระเจ้าตามหลักพระคัมภีร์ในบริบทที่ยากลำบาก แต่แนวโน้มของการทำพันธกิจในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กลับเอียงไปทางลัทธิปฏิบัตินิยมและแนวมินิมอล โดยต้องแลกมาด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคริสตจักร

การลดทอนความสำคัญของคริสตจักร

ทำไมการทำพันธกิจยุคใหม่จึงมีแนวโน้มที่จะตีตัวออกห่างจากคริสตจักรที่เข้มแข็ง? นั่นเป็นเพราะ (บ่อยครั้งที่):

1. คริสตจักรต้นสังกัดล้มเหลวในการเตรียมความพร้อมให้กับว่าที่มิชชันนารี ในเรื่องหลักคริสตจักรวิทยาตามพระคัมภีร์ ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปต่างประเทศ

2. คริสตจักรต้นสังกัดผลักภาระหน้าที่ในการฝึกอบรมไปให้กับหน่วยงานพันธกิจและองค์กรคริสเตียนคู่ขนานคริสตจักร

(นี่ไม่ได้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานพันธกิจและองค์กรคู่ขนานทั้งหมด ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในพันธกิจพื้นที่บุกเบิก ตัวอย่างเช่น เรเดียส อินเตอร์เนชันแนล ให้การฝึกอบรมเฉพาะทางก่อนลงพื้นที่ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในด้านภาษาศาสตร์ วัฒนธรรม และอื่นๆ แต่ในระยะหลังมานี้ คริสตจักรมักจะยินดีปรีดายกความรับผิดชอบทั้งหมดของตนไปให้ผู้อื่นทำแทน) ผลจากแนวโน้มเหล่านี้คือ…

3. มิชชันนารีเพิกเฉยต่อคริสตจักรที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ ซึ่งส่งผลเสียต่อพันธกิจของพวกเขาเองและต่อผู้คนอย่างอาเหม็ด

เดวิด เวลส์ ได้วิเคราะห์ปัญหาเรื่องนี้ไว้ว่า: “คริสตจักรที่มองไม่เห็น (คริสตจักรสากล) กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ในขณะที่คริสตจักรที่มองเห็นได้ ซึ่งก็คือคริสตจักรท้องถิ่น กลับสูญเสียความสำคัญและไร้บทบาทในชีวิตคริสเตียนไป”1 หากปราศจากคริสตจักรท้องถิ่น มิชชันนารีมักจะละทิ้งพื้นที่พันธกิจไปเร็วเกินควร และผลที่ตามมาก็คือ สาวกของพวกเขามักจะ “เหี่ยวเฉาคาต้น”

ในชุดบทความเรื่องพันธกิจที่มีคริสตจักรเป็นศูนย์กลางของ 9Marks เรากำลังยืนยันว่า การทำพันธกิจและคริสตจักรนั้นต้องดำเนินควบคู่กันไป ไม่ว่าคนๆ หนึ่งจะมีภูมิหลังทางศาสนาแบบใด (จะเป็นยิวหรือคนต่างชาติ) พันธสัญญาใหม่ได้เตือนไม่ให้เรา “ขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนทำเป็นนิสัย” (ฮีบรู 10:25) เมื่อผู้เขียนหนังสือฮีบรูกล่าวกับผู้เชื่อชาวยิวที่กำลังทนทุกข์ ท่านไม่ได้บอกให้พวกเขาซ่อนตัวอยู่ภายในศาสนายิวอย่างลับๆ แต่กลับบอกว่า “ฉะนั้น ให้เราออกไปหาพระองค์ภายนอกค่ายนั้น และแบกรับความอัปยศที่พระองค์ทรงทนรับ” (ฮีบรู 13:13) ส่วนหนึ่งของการออกไปหาพระคริสต์ “ภายนอกค่าย” นั้น รวมถึงการเข้าไปร่วมกับประชากรของพระองค์ที่มารวมตัวกันด้วย

หากการทำพันธกิจไม่ได้มีคริสตจักรเป็นศูนย์กลาง แล้วเหตุใดจดหมายฝากเชิงพันธกิจของเปาโลจึงอุทิศเนื้อหามากมายให้แก่คุณสมบัติของผู้นำ โครงสร้าง และบทบาทหน้าที่ของคริสตจักร? นั่นก็เป็นเพราะคริสตจักรคือ “ฐานปล่อยจรวด” สำหรับปฏิบัติการแผ่ขยายข่าวประเสริฐไปทั่วโลก เป็น “หลักและรากฐานของความจริง” (1 ทิโมธี 3:15)

สามสิ่งที่ไม่อาจต่อรองได้สำหรับการทำพันธกิจที่มีคริสตจักรเป็นศูนย์กลาง

1. การรวมตัวกันของคริสตจักร

การละเลยที่จะร่วมชุมนุมกับประชากรของพระเจ้าไม่เพียงแต่เป็นการไม่เชื่อฟังเท่านั้น แต่ยังเป็นการพลาดโอกาสสำคัญอีกด้วย พระพรของพระเจ้าไม่ได้มาถึงแค่ในเวลาส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาถึงท่ามกลางการรวมตัวกันอย่างเปิดเผยด้วย (ดู กิจการ 2:1, 4:31, 10:44) คริสตจักรในยุคแรกเตรียมพร้อมที่จะจ่ายราคาที่ตามมาจากการรวมตัวกันอย่างเปิดเผย ดังที่ เดวิด เวลส์ ได้กล่าวไว้ว่า “เห็นได้ชัดว่าพวกเขามาพบกันท่ามกลางภยันตราย แต่พวกเขาก็ยังคงมาพบกัน และในท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านี้เองที่คนภายนอกได้เห็นความเป็นจริงแห่งการไถ่ของพระเจ้าที่กำลังขับเคลื่อนอยู่”2 แต่ในหมู่ผู้ทำพันธกิจบางกลุ่มทุกวันนี้ การรวมตัวกับคริสตจักรกลับถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือก หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ทำ!

“ขบวนการคนวงใน”3 มักจะสนับสนุนให้ชาวมุสลิมที่หันมาเชื่อในพระคริสต์ ยังคงอยู่ในโครงสร้างทางศาสนาของอิสลามต่อไป โดยยังคงไปมัสยิด ท่องบทสวดและหลักข้อเชื่อของมุสลิม ในขณะที่ติดตามพระคริสต์อย่างลับๆ ผู้สนับสนุนขบวนการคนวงในกล่าวว่า การละทิ้งอัตลักษณ์ทางศาสนาเดิมของตนนั้นเป็นเรื่องอันตรายและไม่จำเป็น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนับสนุนให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับคริสตจักร ไม่จำเป็นต้องประกาศความเชื่ออย่างเปิดเผย มุสลิมสามารถเป็นมุสลิมต่อไปได้ ชาวฮินดูก็สามารถเป็นฮินดูต่อไปได้ สิ่งสำคัญ (ตามที่พวกเขากล่าว) ไม่ใช่การรวมตัวกับประชากรของพระเจ้า แต่เป็นความศรัทธาส่วนตัวภายในใจ ผู้สนับสนุนขบวนการคนวงในคนหนึ่งอธิบายว่า “พระคริสต์ทรงเรียกให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงจิตใจ ไม่ใช่เปลี่ยนศาสนา”4

ขบวนการคนวงในเปิดโอกาสให้ผู้คนกลายเป็น “คริสเตียน” โดยหลีกเลี่ยงการถูกข่มเหงได้ แต่พระเยซูทรงเตือนสาวกของพระองค์ว่า “พวกเขาจะไล่พวกท่านออกจากธรรมศาลา” (ยอห์น 16:2) พระองค์ทรงคาดการณ์ไว้แล้วว่าผู้ติดตามของพระองค์จะต้องยืนหยัดเคียงข้างพระองค์อย่างเปิดเผย และการถูกข่มเหงมักจะเป็นผลที่ตามมา พระเยซูทรงเตือนว่า “ถ้าใครมีความอายเพราะเราและถ้อยคำของเราในยุคที่ล่วงประเวณีและบาปหนานี้ บุตรมนุษย์ก็จะมีความอายเพราะคนนั้นเมื่อท่านเสด็จมาด้วยพระสิริของพระบิดาและพร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์บริสุทธิ์” (มาระโก 8:38)

เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าผู้เผยพระวจนะเอลียาห์จะสนับสนุนขบวนการคนวงใน และ “เรียกผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลมานมัสการพระยาห์เวห์ โดยสนับสนุนให้พวกเขาทำเช่นนั้นในวิหารของพวกเขา ที่แท่นบูชาของพวกเขา และตามธรรมเนียมปฏิบัติของคนต่างศาสนาที่พวกเขาคุ้นเคย”5 ในทางตรงกันข้าม เอลียาห์ได้ตำหนิคนเหล่านั้นที่ “ลังเลใจอยู่ระหว่างสองฝ่าย” ว่า “ถ้าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้า ก็จงติดตามพระองค์ไป แต่ถ้าพระบาอัลเป็น ก็จงตามพระองค์ไป” (1 พงศ์กษัตริย์ 18:21)

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้รับเชื่อใหม่จะต้องเข้าร่วมการชุมนุมแบบ “บนดิน” (เปิดเผย) ที่เป็นจุดสังเกตได้ชัดเจนในทันที ในบางบริบท อาจมีความจำเป็นที่จะต้องพบปะกันอย่างระมัดระวังมากขึ้นกับคริสตจักร “ใต้ดิน” แต่คริสตจักรไม่ใช่เพียงตัวเลือกฝ่ายจิตวิญญาณตัวเลือกหนึ่งในบรรดาตัวเลือกมากมาย คริสตจักรคือองค์ประกอบที่ไม่อาจต่อรองได้ของความหมายในการติดตามพระเยซู

2. การเทศนาและการสอน ไม่ว่าจะอยู่ในบริบททางวัฒนธรรมใดก็ตาม

การเทศนาอย่างสัตย์ซื่อจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไประหว่างการเทศนาในห้องนั่งเล่นที่มีผู้ฟังเพียงแปดคน กับในห้องประชุมคริสตจักรที่มีคนถึงสามร้อยคน แต่เป้าหมายของการเทศนานั้นยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการเปิดเผยความหมายของพระวจนะตอนนั้น และนำความจริงนั้นมาประยุกต์ใช้ให้เข้าถึงใจผู้ฟัง ผู้เลี้ยงจะให้อาหารฝูงแกะของตนผ่านทางการเทศนา อาหารนั้นจะนำไปสู่การเติบโต และการเติบโตก็จะนำไปสู่การประกาศข่าวประเสริฐ

ระหว่างรับประทานอาหารเช้า มิชชันนารีท่านหนึ่งได้อธิบายถึงแนวทางใหม่ของทีมในการประกาศกับชาวมุสลิมในประเทศปิดแห่งหนึ่งในแอฟริกาเหนือ เขาชื่นชมยินดีที่พวกเขาสามารถเริ่มต้น “กลุ่มศึกษาพระคัมภีร์แบบค้นพบด้วยตัวเอง” ในหมู่คนท้องถิ่นได้มากกว่าสิบกลุ่ม แต่น่าแปลกที่กลุ่มเหล่านี้ไม่มีคริสเตียนเข้าร่วมอยู่เลย ตัวเขาและมิชชันนารีคนอื่นๆ จงใจกันตัวเองออกมา พวกเขากำลังทำตามกลยุทธ์สมัยใหม่ที่อ้างว่า “เมื่อทำงานกับคนที่หลงหาย เราต้องหลีกเลี่ยงการสวมบทบาทเป็นผู้อธิบายพระคัมภีร์ เพราะถ้าเราทำเช่นนั้น เราจะกลายเป็นผู้มีสิทธิอำนาจเสียเอง แทนที่จะปล่อยให้พระคัมภีร์เป็นผู้มีสิทธิอำนาจ”6

แต่ตามพระดำรัสของพระเยซูเอง หากเราไม่ได้สอน เราก็ไม่ได้กำลังเชื่อฟังพระมหาบัญชา (มัทธิว 28:20) แน่นอนว่าการเน้นย้ำถึงสิทธิอำนาจของพระวจนะเหนือบุคลิกภาพหรือทักษะการเล่าเรื่องของนักเทศน์เป็นสิ่งที่ดี แต่ถึงกระนั้น การเทศนาและการสอนโดยทั่วไปก็ไม่ใช่สิทธิอำนาจที่ตั้งตัวเป็นคู่แข่งกับพระวจนะ กลับกัน การเทศนาคือการประกาศข่าวสารอันทรงสิทธิอำนาจของพระวจนะเพื่อความรอดของผู้ฟังต่างหาก

ผมเคยได้ยินข้อโต้แย้งจากผู้วิจารณ์ว่า การเทศนาแบบอรรถาธิบายนั้นเป็นวิธีการแบบตะวันตกมากเกินไป และมันจะไม่ได้ผลในวัฒนธรรมที่เน้นการถ่ายทอดเรื่องราวอย่างตะวันออกกลางหรือเอเชียกลาง แต่แท้จริงแล้ว การเทศนาแบบอรรถาธิบายมีจุดเริ่มต้นในโลกตะวันออก! ห้าร้อยปีก่อนคริสตกาล บรรดาปุโรหิตและธรรมาจารย์ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กๆ ฟัง พวกเขาอ่าน “อย่างชัดเจน และอธิบายความหมาย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจสิ่งที่อ่านนั้น” (เนหะมีย์ 8:8) วิธีการนี้ถูกนำไปใช้ต่อในธรรมศาลาและส่งทอดมาถึงคริสตจักรยุคแรกในที่สุด พระเยซูทรงอ่านพระคัมภีร์ในธรรมศาลาที่เมืองนาซาเร็ธ แล้วจึงทรงนั่งลงเพื่อเทศนาและอธิบาย (ลูกา 4:21) อัครทูตเปาโลก็ทำเช่นเดียวกันในธรรมศาลาต่างๆ แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ท่าน “ชี้แจง” และชักชวนผู้คนจากพระคัมภีร์ (กิจการ 17:2) เราต้องดำเนินตามรูปแบบตามพระคัมภีร์นี้ในปัจจุบัน

3. พิธีศักดิ์สิทธิ์

เมื่อคริสตจักรสัตย์ซื่อต่อหลักพระคัมภีร์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง คริสตจักรเหล่านั้นจะกลายเป็นพยานที่ถูกต้องของข่าวประเสริฐ และสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งผ่านทางพิธีศักดิ์สิทธิ์

บัพติศมา

เมื่อคริสตจักรในยุคพันธสัญญาใหม่ขยายตัวขึ้น พวกเขามักจะให้บัพติศมาแก่ผู้รับเชื่อใหม่เสมอ เปโตรเทศนาว่า “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา” (กิจการ 2:38) ในไม่กี่ข้อต่อมา เราพบว่ามีคนสามพันคนรับบัพติศมาและ “เข้ามาเป็นสาวกเพิ่มขึ้น” เมื่อเปาโลเขียนจดหมายถึงคริสตจักรในกรุงโรม ท่านทึกทักเอาว่าสมาชิกทุกคนได้รับบัพติศมาแล้ว (โรม 6:1) การจุ่มมิดตัวลงในน้ำไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการชำระล้างจากบาปเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ในการสิ้นพระชนม์ การถูกฝัง และการเป็นขึ้นจากตายของพระองค์ด้วย (โรม 6:3–4) มันเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น เป็นประตูหน้าทางเข้าสู่คริสตจักร

ในบริบทของศาสนาฮินดูที่มีเทพเจ้าหลายองค์ การให้ความสนใจในพระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นปัญหาเสมอไป เพราะถึงอย่างไรในศาสนาฮินดูก็มีเทพเจ้าอยู่แล้วหลายล้านองค์ แต่จุดแตกหัก หรือเส้นแบ่งที่ชัดเจน คือการรับบัพติศมา ศิษยาภิบาลชาวอินเดียคนหนึ่งในเมืองที่มีชาวฮินดูเป็นคนส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตว่า “โดยสัญชาตญาณ พวกเขารู้ว่าบัพติศมาหมายถึงการเปลี่ยนความจงรักภักดี” บ่อยครั้งที่การข่มเหงไม่ได้เริ่มต้นเมื่อตอนที่รับเชื่อ แต่เริ่มต้นหลังจากรับบัพติศมา นี่คือช่วงเวลาที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชากรของพระเจ้าจะต้องสนับสนุนผู้เชื่อใหม่ท่ามกลางการถูกโจมตี

มิชชันนารีบางคนในปัจจุบันตั้งคำถามว่าบัพติศมาเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ มิชชันนารีคนหนึ่งรายงานว่า “มีคนนับล้านกำลังนมัสการพระเยซูในอินเดีย แต่พวกเขาไม่ได้รับบัพติศมาเพราะไม่อยากเข้าร่วมกับกลุ่มของชาวตะวันตก” ในมุมมองของเขา บัพติศมาคือ “การฆ่าตัวตายทางวัฒนธรรม” ซึ่งบังคับให้ผู้เชื่อต้อง “ละทิ้งโลกฮินดูของตน”7 แต่เราไม่มีสิทธิอำนาจใดๆ ที่จะไปแก้ไขพระมหาบัญชาของพระเยซู (มัทธิว 28:19) มิชชันนารีต้องสอนให้ผู้รับเชื่อใหม่รับบัพติศมาและเข้าร่วมคริสตจักรที่เทศนาข่าวประเสริฐ

พิธีมหาสนิท

ในขณะที่บัพติศมาคือการก้าวเข้าสู่คริสตจักรท้องถิ่น พิธีมหาสนิทก็เป็นวิถีทางปกติที่ทำให้สมาชิกคริสตจักร มองเห็นความเป็นคริสตจักรของตนเองและทำให้โลกมองเห็นพวกเขา พิธีมหาสนิทกำหนดขอบเขตว่าใครอยู่ “ข้างใน” และใครอยู่ “ข้างนอก” — ใครเป็นของพระเยซูและผูกพันตัวกับพระกายนี้ และใครไม่ได้เป็นและไม่ได้ผูกพันตัว พิธีมหาสนิทไม่ใช่สิ่งที่ผูกติดอยู่กับวัฒนธรรมตะวันตกเลย แต่เป็นสิ่งที่พระเยซูทรงตั้งขึ้น เช่นเดียวกับบัพติศมา พิธีมหาสนิทนั้น “มีธรรมชาติที่สวนกระแสวัฒนธรรมในตัวมันเอง — ซึ่งเรียกร้องให้ผู้เชื่อแสดงตัวตนอย่างเปิดเผยกับวัฒนธรรมแห่งแผ่นดินของพระเจ้า และยืนหยัดแตกต่างจากโลกนี้”8

แม้แต่ในบริบทการทำพันธกิจบุกเบิก พิธีมหาสนิทก็เป็นงานเฉลิมฉลองที่จำเป็นสำหรับทุกคริสตจักร การสามัคคีธรรมของคริสตจักรมีศูนย์กลางอยู่ที่การเทศนาและโต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้า (กิจการ 2:42, 20:7; ยูดา 12) การรักษาวินัยคริสตจักร คือการตัดคนบาปที่ไม่ยอมกลับใจออกจากโต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้า หรือพูดง่ายๆ คือตัดออกจากการเป็นสมาชิก ศิษยาภิบาลชาวซีเรียคนหนึ่งเคยกล่าวว่า “สิ่งนั้นไม่มีทางได้ผลในวัฒนธรรมของผมหรอก” แน่นอนว่าการรักษาวินัยคริสตจักรเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับความนิยมในทุกวัฒนธรรมนั่นแหละ แต่เนื่องจากพิธีมหาสนิทเป็นมื้ออาหารของครอบครัวของพระเยซู จึงมีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมได้ (1 โครินธ์ 11:27) งานสัมมนาพันธกิจ ค่ายเยาวชน กลุ่มเซลล์ หรืองานแต่งงาน — ไม่มีงานใดเลยที่เป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับพิธีมหาสนิท นี่เป็นเพราะพิธีมหาสนิท ร่วมกับบัพติศมาและการเทศนาที่แท้จริง คือสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นคริสตจักร

มิชชันนารีในปัจจุบันมักจะมองข้ามมื้ออาหารนี้ไป แม้ว่าผู้เชื่อในท้องถิ่นจะมารวมตัวกันเพื่อนมัสการและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน แต่บางคนก็มองว่าพิธีมหาสนิทดู “เป็นคริสตจักรจ๋า” เกินไป และแปดเปื้อนไปด้วยอิทธิพลของตะวันตก ส่วนคนอื่นๆ ก็ละทิ้งพิธีนี้ไปเพราะไม่มีศิษยาภิบาลที่ได้รับการยอมรับมาเป็นผู้ประกอบพิธี มิชชันนารีเลือกที่จะอยู่เบื้องหลังเพื่อสนับสนุนผู้นำท้องถิ่น แต่ในขณะเดียวกัน พระดำรัสสั่งของพระเยซูที่ว่า “จงทำอย่างนี้เพื่อระลึกถึงเรา” กลับถูกเพิกเฉย

ทั้งบัพติศมาและพิธีมหาสนิทล้วนเป็นศูนย์กลางของพระมหาบัญชา ทั้งสองสิ่งนี้คือ “พระวจนะที่มองเห็นได้” ที่ถ่ายทอดภาพของข่าวประเสริฐ นี่คือเหตุผลที่เปาโลเขียนไว้ว่า ในพิธีมหาสนิท “ท่านก็ประกาศการสิ้นพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา” (1 โครินธ์ 11:26)

คริสตจักรท้องถิ่นธรรมดาๆ

สิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับคริสตจักรจะเป็นตัวกำหนดวิธีที่เราดำเนินพันธกิจที่ได้รับมอบหมาย ไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรคู่ขนานคริสตจักรใดที่จะสามารถทำหน้าที่นี้แทนได้ ในทุกทวีปและในทุกบริบท คริสตจักรท้องถิ่นธรรมดาๆ นี่แหละ คือสิ่งที่จะส่งเสริมและปกป้องความจริงของข่าวประเสริฐในท้ายที่สุด จนกว่าพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จกลับมา

จอห์น โฟลมาร์ เป็นศิษยาภิบาลอาวุโสของคริสตจักร Evangelical Christian Church of Dubai ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

คัดลอกบางส่วนจากหนังสือ Prioritizing the Church in Missions โดย จอห์น โฟลมาร์ และสก็อตต์ ล็อกส์ดอน ลิขสิทธิ์ © 2025 ใช้โดยได้รับอนุญาตจาก Crossway พันธกิจการพิมพ์ของ Good News Publishers, Wheaton, IL 60187, www.crossway.org

Original article: https://www.9marks.org/article/what-is-church-centered-missions/

เชิงอรรถ

  1. David Wells, The Courage to Be Protestant (Grand Rapids: Eerdmans, 2008), 214). ↩︎
  2. Wells, The Courage to Be Protestant, 215. ↩︎
  3. “ขบวนการคนวงใน” (Insider Movement – ย่อว่า IM) ในแวดวงพันธกิจคริสเตียน (Christian Missions) คือ แนวคิดหรือกลยุทธ์การทำพันธกิจที่สนับสนุนให้ผู้ที่หันมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ ยังคงรักษาอัตลักษณ์และอยู่ในโครงสร้างทางศาสนาและสังคมเดิมของตนไว้ แทนที่จะแยกตัวออกมาร่วมกับคริสตจักรคริสเตียนแบบดั้งเดิม (ผู้แปล) ↩︎
  4. Stan Guthrie, Missions in the Third Millenium: 21 Key Trends for the 21st Century (rev. ed.) (quoted in Garner, “High Stakes,” 254.) ↩︎
  5. David Garner, “High Stakes: Insider Movement Hermeneutics and the Gospel,” Themelios 37, no. 2 (2012): 267. ↩︎
  6. David Watson และ Paul Watson, Contagious Disciple-Making (แนชวิลล์: Thomas Nelson, 2014), 149. ↩︎
  7. Brad Gill, “03/22/15—AM service—Missions Conference Speaker,” First Baptist Church of St. John’s, 22 มีนาคม 2015, อ้างอิงใน Chad Vegas และ Alex Kocman, Missions By the Book: How Theology and Missions Walk Together (Cape Coral, FL: Founders Press, 2021), 58. ↩︎
  8. Vegas และ Kocman, Missions By the Book , 69. ↩︎

Categories

Saphan Siam exists to be a bridge between the Thai church and biblical, timely and trusted resources.

Learn More

สองทางชีวิต

ติดตามเรา