Saphan Siam

ห้าลักษณะของคริสตจักรที่มีสุขภาพดี ตามแนวทางของสเปอร์เจียน

โดย เจ. ดรูว์ ทิลแมน

เจ. ดรูว์ ทิลแมน ดำรงตำแหน่งศิษยาภิบายหลักของคริสตจักร Trinity Baptist ในเมืองเรนตัน, รัฐวอชิงตัน.

22 สิงหาคม 2024

ในปี 1860 สเปอร์เจียนได้กล่าวปราศัยสมาคมมิชชันนารีแห่งลอนดอน (London Missionary Society) และแสดงความปรารถนาที่จะเห็นพันธกิจที่เกิดผล
เขาตั้งชื่อการบรรยายครั้งนั้นว่า “สันติสุขในบ้าน และความเจริญรุ่งเรืองในต่างแดน” สำหรับสเปอร์เจียน ความสำเร็จของพันธกิจต้องเริ่มต้นจากคริสตจักรท้องถิ่นที่มีสุขภาพดี เขาถามว่า “อะไรคือองค์ประกอบของสุขภาพที่ดีของคริสตจักร?” คำตอบของเขาคือ:

  1. ความบริสุทธิ์ของชีวิต (การกลับใจเชื่อ) ที่ได้รับการยืนยันผ่านการตรวจสอบสมาชิก
  2. ความมั่นคงของข่าวประเสริฐ (หลักคำสอนที่ถูกต้อง)
  3. ความสัมพันธ์แห่งความรอดในหมู่ผู้เชื่อ (ความเป็นหนึ่งเดียวกัน)
  4. การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง(อุทิศตัวในการกระทำดี)
  5. ความเต็มเปี่ยมในการอธิษฐาน

แม้ว่าเขาอาจเพิ่มเติมอีกหลายข้อได้ แต่ห้าประเด็นนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคริสตจักรที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคง


1. ความบริสุทธิ์ของชีวิต (การกลับใจเชื่อ) ที่ได้รับการยืนยันผ่านการตรวจสอบสมาชิก

สเปอร์เจียนเชื่อว่า ผู้เชื่อควร “แยกตัวออกจากโลก” และว่า “เราจะยืนหยัดอยู่ได้ก็ด้วยความบริสุทธิ์ของเราเท่านั้น” แล้วคริสตจักรจะ “บริสุทธิ์” และแยกตัวออกจากโลกได้อย่างไร?

คำตอบคือ “การกลับใจเชื่อ” นี่เป็นหลักการที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอในคำเทศนาของสเปอร์เจียน ในอีกคำเทศนาหนึ่ง เขากล่าวว่า
“คริสตจักรที่ไม่บริสุทธิ์ และไม่ได้เกิดใหม่ ไม่อาจเป็นเสาหลักของความจริงได้ หากความเชื่อที่มีชีวิต หรือไม่ได้ดำเนินชีวิตอย่างถ่อมใจต่อพระเจ้า คริสตจักรก็ไม่อาจดำรงอยู่อย่างเข้มแข็งในฐานะคริสตจักรของพระเจ้าได้อีกต่อไป”
เขายังเตือนว่า “หากเรารับผู้ที่ยังไม่กลับใจเชื่อเข้ามาในคริสตจักร แม้จะเพิ่มจำนวน แต่เรากลับลดทอนความแข็งแกร่งที่แท้จริงลง”

สเปอร์เจียนจึงชี้ว่าความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนเท่านั้น แต่ต้องดูที่ “ความมีชีวิตชีวา สุขภาพที่ดีฝ่ายวิญญาณ และความยำเกรงพระเจ้าของแต่ละบุคคล” สเปอร์เจียนตระหนักดีว่าผู้ที่ยังไม่ได้กลับใจใหม่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งพระกายของพระคริสต์


เขากล่าวเตือนผู้ที่คิดจะประนีประนอมเรื่องการเป็นสมาชิกตามหลักพระคัมภีร์เพื่อให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นว่า “เราไม่ได้ยกระดับโลกขึ้นมาสู่เรา แต่เรากลับลดตัวเองลงไปสู่โลก…เราไม่ได้พิชิตโลก แต่ยอมจำนนต่อโลก… เรานำเจ้าสาวผู้บริสุทธิ์ของพระคริสต์ไปล่วงประเวณีท่ามกลางผู้คน”

แล้วคริสตจักรจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสมาชิกเป็นผู้เชื่อที่แท้จริง?

คำตอบของสเปอร์เจียนคือ “การตรวจสอบสมาชิกอย่างรอบคอบ”
เขาเทศนาว่า “เราไม่อาจเข้มงวดเกินไปในการตรวจสอบผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เข้าร่วมเข้าร่วมสามัคคีธรรมของคริสตจักรได้เลย”


เกี่ยวกับเรื่องการเป็นสมาชิก สเปอร์เจียนพยายามที่จะผสานความอ่อนโยนในพระทัยของพระผู้ช่วยให้รอดและความรักของพระวิญญาณเข้ากับความมั่นคงอย่างเด็ดเดี่ยว ซึ่งหมายความว่า คริสตจักรควรตั้งใจอย่างที่สุด “ด้วยการใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบในการรักษาความบริสุทธิ์ของการเป็นสาวก” เราปกป้องความแท้จริงของการกลับใจใหม่  “ในขณะที่เรากำลังพิจารณาว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธผู้ที่ขอเข้าเป็นสมาชิกของคริสตจักรที่มองเห็นได้”

ยิ่งไปกว่านั้น ศิษยาภิบาลควรทุ่มเทในการตรวจสอบสมาชิกของคริสตจักร เขาสรุปประเด็นเกี่ยวกับสุขภาวพของคริสตจักรในข้อนี้ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า…

ขอพระเจ้าได้โปรดประทานแก่พวกเราทุกคน ผู้เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักร ให้มีความระมัดระวังอย่างไม่หยุดยั้ง และการเฝ้าดูอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่เราจะสามารถตรวจพบหมาป่าที่แฝงตัวมาในคราบแกะได้ และเพื่อที่เราจะสามารถกล่าวด้วยความสงบ ความเด็ดขาด แต่ก็เปี่ยมด้วยความรัก แก่ผู้ที่มาหาเราเพื่อขอมีส่วนร่วมในสามัคคีธรรม โดยไม่มีหลักฐานที่น่าพอใจว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ “ท่านจงไปก่อน จนกว่าพระวิญญาณของพระเจ้าจะสัมผัสจิตใจของท่าน เพราะตราบใดที่ท่านยังไม่ได้รับความเชื่อที่มีชีวิตในพระเยซู เราก็ยังไม่อาจรับท่านให้เป็นหนึ่งในผู้ซื่อสัตย์ของพระองค์ได้”


2. ความมั่นคงของข่าวประเสริฐ (หลักคำสอนที่ถูกต้อง)

ข่าวประเสริฐได้รับการถูกเทศนาอย่างสัตย์ซื่อหรือไม่? หลักคำสอนที่ถูกต้องและได้รับการยืนยันและชื่นชมยินดีหรือไม่? หากมิใช่เช่นนั้น คริสตจักรก็อาจมุ่งหน้าไปสู่ความพินาศ แทนที่จะมีสุขภาพดี
สเปอร์เจียนกล่าวว่า:
“ช่างน่าสลดใจ! หากคำสอนของคริสตจักรถูกบิดเบือน ความเชื่อก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ และเมื่อคริสตจักรขาดความมั่นคง ก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าความวิบัติใดจะตามมาอีก” เขายึดมั่นในความเชื่อนี้ตลอดการเทศนาของเขา ในคำเทศนาครั้งหนึ่งเขากล่าวว่า “คริสตจักรที่มีสุขภาพดีจะประหารความเท็จ และฉีกทำลายความชั่วร้ายออกเป็นชิ้น ๆ” 

แม้เขาจะเป็นผู้ปกป้องความจริงโดยไม่หวั่นเกรง แต่สเปอร์เจียนก็มุ่งมั่นที่จะเปี่ยมด้วยใจเมตตา และแสวงหาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความจริงที่สำคัญ
เขายกการโต้เถียงระหว่างคาลวินิสม์ (Calvinism) กับอาร์มีเนียนิสม์ (Armenianism) เป็นตัวอย่างว่า:

“ข้าพเจ้ายินดีจะยอมก้าวไปไกลมากเพื่อเห็นแก่ความรักเมตตา และยอมรับว่าการถกเถียงส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น แม้แต่ระหว่างพวกอาร์มีเนียนกับพวกคาลวินิสต์ ก็ไม่ได้เป็นการถกเถียงเกี่ยวกับความจริงที่สำคัญ แต่เป็นการถกเถียงเกี่ยวกับถ้อยคำที่จะใช้ในการอธิบายถึงความจริงนั้น…เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านถึงความขัดแย้งระหว่างบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเสียงของเขาเคยกึกก้องไปทั่วผนังแห่งนี้ คือ ท่านวิธฟิลด์ และอีกบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ทรงคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า คือ ท่านเวสลีย์ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าท่านทั้งสองได้ต่อสู้เพื่อความจริงเดียวกัน “และแก่นแท้ของความเป็นพระเจ้าไม่ได้เป็นจุดสำคัญหลักในการโต้เถียงครั้งนี้””

คำพูดเหล่านี้อาจฟังดูแปลก เพราะในโอกาสอื่น ๆ สเปอร์เจียนได้แสดงตนอย่างชัดเจนว่ายึดมั่นในหลักคาลวินนิสต์ ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือบุคคลคนเดียวกันที่มองว่าคาลวินนิสม์คือ “อาหารฝ่ายจิตวิญญาณซึ่งช่วยให้บุคคลสามารถกระทำพันธกิจของคริสเตียนได้ต่อเนื่อง” และผู้ซึ่งเชื่อว่า “คาลวินนิสม์มอบเหตุที่ให้ท่านมีความหวัง มากกว่านักเทศน์ฝ่ายอาร์มีเนียนถึงหมื่นเท่า” เราควรระลึกไว้ว่า ชายผู้เทศน์ถึงความรักและเมตตาในถ้อยคำเหล่านั้น ก็คือชายคนเดียวกันที่กล่าวว่า:

“ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นส่วนตัวว่า ไม่มีสิ่งใดเรียกว่าการเทศนาถึงพระคริสต์และพระองค์ผู้ถูกตรึงกางเขน เว้นเสียแต่เราจะเทศนาสิ่งซึ่งในปัจจุบันนี้เรียกว่าคาลวินนิสม์ การเรียกเช่นนั้นก็เป็นเพียงชื่อเล่นเท่านั้น เพราะคาลวินนิสม์ก็คือข่าวประเสริฐ และไม่มีสิ่งอื่นใดเลย ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าเราจะสามารถประกาศข่าวประเสริฐได้ หากไม่สอนถึงการถูกนับว่าชอบธรรมโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยการกระทำ หากไม่สอนถึงอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าในการประทานพระคุณของพระองค์ หากไม่ยกย่องความรักที่ทรงเลือกไว้ ที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นนิจนิรันดร์ และมีชัยชนะของพระยาห์เวห์ และข้าพเจ้าก็ไม่เห็นว่าข่าวประเสริฐใดจะตั้งอยู่ได้ หากไม่ได้วางรากฐานบนการไถ่บาปที่จำเพาะเจาะจงและพิเศษสำหรับเหล่าผู้ที่ทรงเลือกไว้ ซึ่งพระคริสต์ทรงกระทำไว้บนไม้กางเขน ข้าพเจ้าไม่สามารถยอมรับข่าวประเสริฐซึ่งปล่อยให้ธรรมิกชนพ่ายแพ้หลังจากได้รับการทรงเรียก และซึ่งยอมให้ลูกของพระเจ้าไปพินาศในไฟนรก หลังจากที่เคยเชื่อในพระเยซูแล้ว ข่าวประเสริฐเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง”

จุดมุ่งหมายของเขาในการกล่าวถึงสุขภาพของคริสตจักร คือการมุ่งเน้นให้ผู้ฟังของเขาตระหนักถึงความจริงที่สำคัญและเป็นรากฐาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำสอนของคริสตจักรนั้นถูกต้องหรือไม่ สเปอร์เจียนกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าควรจะมี และต้องมีอย่างต่อเนื่อง หากเราต้องการให้คริสตจักรของเรามีสุขภาพดีและมั่นคง นั่นคือการยึดมั่นในหลักคำสอนพื้นฐานของความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า” การขาดเอกภาพในความจริง “เป็นหลักฐานชัดเจนว่าร่างกายของคริสตจักรไม่ได้อยู่ในภาวะสุขภาพดี” สเปอร์เจียนได้ยืนยันอย่างชัดเจนถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันที่ตั้งอยู่บนหลักคำสอนที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็กล้าหาญในการปกป้องความเชื่อของเขา

ทัศนคติที่สะท้อนถึงความเป็นสเปอร์เจียนอาจปรากฏชัดในคำเทศนาต่อไปนี้:

“แต่พี่น้องทั้งหลาย หากวันใดสิ่งต่างๆ นั้นนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยต่อความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ หรือการทรงสภาพบุคคลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากมีการใช้คำศัพท์ข่าวประเสริฐในความหมายที่ขัดแย้งกับความจริงที่เคยใช้กันมา หากมีการบิดเบือนความยุติธรรมของพระเจ้า และการลบล้างแนวคิดเกี่ยวกับการไถ่บาปอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นรากฐานของข่าวประเสริฐทั้งหมดที่เรารับสืบต่อกันมา — เช่นนั้นแล้ว พี่น้องทั้งหลาย ก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องสลัดฝักดาบออก และชักดาบออกมา เพื่อสู้รบกับผู้ใดก็ตามที่ล่วงละเมิดความจริงอันล้ำค่าซึ่งเป็นหัวใจของศาสนาอันบริสุทธิ์ของเรา แม้ต้องสู้จนตายก็ตาม”

สเปอร์เจียนยืนยันในความเป็นหนึ่งเดียวกันภายในคริสตจักร — ไม่ใช่ความเป็นหนึ่งเดียวกันที่ผิวเผิน แต่เป็นเอกภาพที่ตั้งอยู่บนหลักคำสอนที่ถูกต้องมั่นคง


3. ความสัมพันธ์แห่งความรอดในหมู่พี่น้อง (ความเป็นหนึ่งเดียวกัน)

ประเด็นที่สามสำหรับสเปอร์เจียนคือ “ความเป็นหนึ่งเดียวกัน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นหนึ่งเดียวกันในหมู่ผู้ทำพันธกิจข่าวประเสริฐ ในยุคที่เต็มไปด้วยความแตกแยก ข้อคิดของสเปอร์เจียนถือเป็นสิ่งที่ควรระลึกไว้ เขากล่าวว่า

“เมื่อเท้าเป็นศัตรูกับมือ ย่อมเป็นสัญญาณของความวิกลจริตในร่างกาย ไม่มีทางที่สติปัญญาจะเป็นปกติได้ ถ้าร่างกายนั้นแตกแยกกันเอง”

และในอีกตอนหนึ่งเขายังกล่าวไว้ว่า:

“หากในหมู่พวกเรายังมีเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณแห่งความแตกแยก; หากยังมีบางสิ่งในตัวเราที่ทำให้เราผลักไสหรือขจัดพี่น้องของเราออกไป เพราะเราไม่สามารถเห็นพ้องกับพวกเขาในทุกแง่มุมของเข็มทิศฝ่ายจิตวิญญาณ แม้ว่าเราจะเห็นตรงกันในประเด็นหลัก; ถ้าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าต้องมีโรคภัยบางอย่างซ่อนอยู่… โอ้ หัวใจของข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในหมู่ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์”

สเปอร์เจียนกล่าวว่า

“สามประการนี้ คือ ความบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิต, ความถูกต้องของคำสอน และความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้นำในคริสตจักรของพระคริสต์ คือสิ่งที่จะช่วยสร้างคริสตจักรที่มีสุขภาพดีในบ้านของเรา”

แต่อย่างไรก็ตาม นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด เขายังเสริมอีกสองสิ่งที่จำเป็นคือ การทำงานอย่างต่อเนื่อง และ การอธิษฐาน


4. การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง (อุทิศตนในการทำความดี)

สเปอร์เจียนกล่าวว่า:
“พี่น้องทั้งหลาย เราคิดผิดอย่างมากหากเราคิดว่าคริสตจักรมีสุขภาพดีเมื่อคริสตจักรอยู่อย่างสบายและเฉื่อยชา”

และในอีกที่หนึ่งเขากล่าวว่า:

“ในบางช่วงเวลา คำพูดที่จริงใจอาจปลุกสมาชิกให้ตื่นตัวชั่วครู่ แต่แล้วพวกเขาก็กลับสู่สภาพความเฉื่อยชา และความเย็นชาราวกับคริสตจักรเลาดีเซียอีกครั้ง”

วิธีแก้ปัญหาความเกียจคร้านในมุมมองของสเปอร์เจียนไม่ใช่การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นวงจรไม่สิ้นสุด แต่เขาเชื่อว่าคริสตจักรควรเน้นไปที่ “การสร้างสาวก” อย่างแท้จริง เขาเตือนว่า

“ช่างน่าประหลาดใจที่พวกเขายังรู้สึกสบายใจอยู่ ทั้ง ๆ ที่จิตวิญญาณกำลังพินาศ บาปกำลังครอบงำ นรกกำลังเต็ม และอาณาจักรของพระคริสต์ไม่ได้ขยายออกไปเลย”


5. การเปี่ยมล้นด้วยการอธิษฐาน (การอธิษฐานร่วมกันของคริสตจักร)

แม้ว่าแต่ละประเด็นก่อนหน้านี้จะมีความสำคัญ สเปอร์เจียนก็ยังสอนว่า “คริสตจักรจะไม่มีวันมีสุขภาพดี เว้นแต่จะอธิษฐานอย่างเปี่ยมล้น” เขาเตือนว่า “ข้าพเจ้าไม่สนใจเลยว่าการประชุมอื่น ๆ ของพวกท่านจะมีคนมากแค่ไหน แต่หากการประชุมอธิษฐานบางตา คริสตจักรก็ไม่ได้เจริญรุ่งเรืองแต่อย่างใด”

สเปอร์เจียนยังซื่อสัตย์พอที่จะกล่าวถึงความล้มเหลวของตนเองในเรื่องนี้ โดยกล่าวด้วยความสำนึกว่า “ข้าพเจ้าต้องเศร้าโศกและสารภาพในเรื่องของตัวเอง ว่าข้าพเจ้ารู้สึกถึงการขาดความกระตือรือร้นในการอธิษฐาน โดยเฉพาะเกี่ยวกับพันธกิจการประกาศข่าวประเสริฐ และข้าพเจ้าคิดว่าหลายคนก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน” สเปอร์เจียนเห็นว่ายังมีพื้นที่ให้คริสตจักรต่าง ๆ พัฒนาได้ รวมถึงตัวเขาเองด้วย

บทสรุป

เมื่อจบคำเทศนาในทั้งห้าประเด็น สเปอร์เจียนกล่าวว่า “เราจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแต่ละหัวใจ และสมาชิกแต่ละคนของคริสตจักร ที่จะตอบคำถามด้วยตนเองว่า คริสตจักรของเขามีสุขภาพดีหรือไม่ โดยใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเกณฑ์ คือ ความบริสุทธิ์ ความถูกต้องของคำสอน ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และความมุ่งมั่นในการอธิษฐาน”

สหายผู้เป็นที่รัก… บางทีคริสตจักรของคุณอาจกำลังก้าวหน้าอย่างดีในทั้งห้าด้านนี้ หรือบางทีอาจยังห่างไกลจากภาพของคริสตจักรที่มีสุขภาพดีตามที่สเปอร์เจียนกล่าวไว้ หากคริสตจักรในพื้นที่ของคุณยังอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ข้าพเจ้าขอเสนอให้คุณเริ่มต้นที่สิ่งที่สเปอร์เจียนจบคำเทศนา นั่นไม่ใช่คำตำหนิ ไม่ใช่การเรียกร้องให้รีบร้อนลงมือโดยไม่คิด แต่เป็น การเรียกร้องให้หันมาศรัทธาในพระคริสต์ผู้ทรงถูกตรึงและฟื้นคืนพระชนม์ ซึ่งเป็นหัวใจของความเชื่อทั้งหมดของเรา

“จงระลึกไว้ว่า ท่านคือผู้หลงทางและเสื่อมทราม เสื่อมทรามอย่างสิ้นเชิง ไร้กำลังและสิ้นหวัง โดยตัวของท่านเองแล้ว ไม่อาจมีความหวังในความรอดเลย แต่มีความช่วยเหลือที่มอบไว้ในผู้หนึ่ง คือพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงฤทธิ์ในการช่วยให้รอด จงเลิกพึ่งพาตนเองและหันมาพึ่งพระองค์ แล้วท่านจะรอด …ถ้อยคำที่ปลุกชีวิตฝ่ายวิญญาณคือ “จงเชื่อและจงมีชีวิต”

โอ้ ขอพระเจ้าโปรดประทานความสามารถแก่ท่านในเวลานี้ในการวางใจในพระเยซู และท่านจะรอด ไม่ว่าบาปของท่านจะมากสักเพียงใด ชั่วโมงที่ท่านหันสายตามองไปยังพระคริสต์ คือชั่วโมงที่เครื่องแต่งกายแห่งบาปดำมืดนั้นถูกปลดเปลื้องและทอดทิ้งออกไป ชั่วโมงที่ดวงตาของท่านเพ่งมองพระผู้ช่วยให้รอดที่หลั่งพระโลหิต คือชั่วโมงที่พระเนตรของพระเจ้าทอดพระเนตรมายังท่านด้วยความพอพระทัยและปีติยินดี

“ผู้ใดที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ผู้นั้นจะรอด” ไม่ว่าบาปจะมากเท่าใดก็ตาม “ผู้ใดไม่เชื่อ จะต้องพบกับการลงโทษ” แม้ว่าบาปของเขาจะน้อยเพียงใดก็ตาม

ข้าพเจ้าขอวิงวอนอย่างจริงจังต่อผู้ที่รู้สึกถึงความต้องการพระเยซู ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก ถูกทำลายจากผลแห่งการล้มลง จงรับพระผู้ช่วยให้รอดไว้ในเวลานี้เถิด เพราะพระองค์เป็นของท่าน

Categories

Saphan Siam exists to be a bridge between the Thai church and biblical, timely and trusted resources.

Learn More

สองทางชีวิต

ติดตามเรา