โดย: Greg Forster
This article is part of the 5 Myths series.
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ “5 ความเชื่อผิดๆ”
ความเชื่อผิดๆ ข้อที่ 1: เราไม่มีเจตจำนงเสรี
หลักข้อเชื่อเวสต์มินสเตอร์ (The Westminster Confession of Faith) ซึ่งเป็นถ้อยแถลงความเชื่อสำคัญของศาสนศาสตร์เชิงปฏิรูปในโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษ ได้อุทิศหนึ่งบทเต็มเพื่อกล่าวถึง “เจตจำนงเสรี” (Of Free Will) เนื้อหาในตอนแรกของบทนี้ระบุว่า:
WCF 9.1 พระเจ้าได้ทรงประทานเสรีภาพตามธรรมชาติแก่มนุษย์ในเจตจำนงของเขา ซึ่งเจตจำนงนั้นไม่ถูกบังคับ และไม่ได้ถูกกำหนดให้ทำดีหรือชั่วโดยความจำเป็นเด็ดขาดใดๆ ทางธรรมชาติ
ในทำนองเดียวกัน บทที่ว่าด้วยการจัดเตรียมของพระเจ้า (God’s providence) กล่าวว่า เมื่อพระเจ้าทรงกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้น “พระเจ้าไม่ทรงเป็นผู้สร้างบาป ทั้งไม่ทรงใช้ความรุนแรงต่อเจตจำนงของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง และเสรีภาพหรือความเป็นไปได้ของเหตุปัจจัยรอง [ซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่รวมถึงเจตจำนงของมนุษย์] ก็ไม่ถูกพรากไป แต่กลับได้รับการสถาปนาไว้” (WCF 3.1)
ความเข้าใจผิดนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภาษาไปตามกาลเวลา ในปัจจุบัน วลี “เจตจำนงเสรี” มักหมายถึงความรับผิดชอบทางศีลธรรม ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่เพียงหุ่นเชิดของพลังภายนอก เช่น พันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม แต่ในศตวรรษที่ 16 ช่วงเริ่มต้นของการปฏิรูปศาสนา การถกเถียงเรื่อง “เจตจำนงเสรี” มีความหมายที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง คำถามสำคัญในเวลานั้นคือ เจตจำนงของมนุษย์โดยธรรมชาติตกเป็นทาสของบาปและถูกซาตานครอบงำหรือไม่ การเชื่อใน “เจตจำนงเสรี” จึงหมายถึงการเชื่อว่ามนุษย์มิได้เกิดมาเป็นทาสของซาตาน ขณะที่การปฏิเสธ “เจตจำนงเสรี” หมายถึงการยืนยันว่ามนุษย์เกิดมาในสภาพนั้น คาลวินถึงกับเรียกสภาพที่เจตจำนงตกอยู่ภายใต้ซาตานว่า “การเป็นทาสโดยสมัครใจ”
ความเชื่อผิดๆ ข้อที่ 2: เราได้รับความรอดโดยฝืนเจตจำนงของเรา
ในมุมมองของคาลวินิสม์ การที่พระเจ้าทรงควบคุมเหตุการณ์ทั้งสิ้นด้วยการทรงจัดเตรียม มิได้หมายความว่ามนุษย์ถูกลบล้างเสรีภาพของตนฉันใด พระราชกิจเฉพาะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในใจผู้เชื่อก็ไม่ใช่การลบล้างเสรีภาพของพวกเขาฉันนั้น หลักข้อเชื่อเวสต์มินสเตอร์ ข้อ 10.1 ซึ่งอธิบายถึงพระราชกิจของพระวิญญาณในการเปลี่ยนแปลงคนบาป ยืนยันว่า เมื่อพระวิญญาณทรง “ชักนำพวกเขามาถึงพระเยซูคริสต์” พวกเขาก็ “มาอย่างเสรีที่สุด” พระวิญญาณทรงปลดเปลื้องอำนาจของบาปและประทานพลังใหม่แห่งความเชื่อและความไว้วางใจ ซึ่งนำไปสู่ความรอดอย่างแน่นอน และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่ละเมิดเสรีภาพของเจตจำนงเลย
อันที่จริง พระราชกิจของพระวิญญาณกลับทำให้เสรีภาพของเรากว้างขวางยิ่งกว่าเดิม ชีวิตมนุษย์ตามธรรมชาติถูกครอบงำด้วยความไม่รู้ ความอ่อนแอ ความคับข้องใจ การถูกบีบบังคับ ความเห็นแก่ตัว การหลงตัวเอง ความผิดหวัง และในที่สุดก็เป็นเพียงการยอมจำนน แต่ชีวิตในพระคริสต์ที่พระวิญญาณทรงประทานให้กลับนำเราไปสู่ความรู้ ความเข้มแข็ง การควบคุมตนเอง การยอมถวายตัว ความสุข ความพึงพอใจ และความชื่นชมยินดีที่ลึกซึ้งและเต็มเปี่ยมยิ่งขึ้น ในแง่หนึ่ง เรามีเสรีภาพเช่นเดียวกับที่เคยมี คืออิสระในการกระทำภายในกรอบชีวิตของเราเอง แต่ในอีกแง่หนึ่ง ใครเล่าจะปฏิเสธได้ว่า “เสรีภาพที่จะใช้ชีวิตอย่างทาส” นั้นด้อยค่าอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับ “เสรีภาพที่จะมีชีวิตเหมือนพระเจ้า” (สดุดี 82:6; ยอห์น 10:34–36)
ความเชื่อผิดๆ ข้อที่ 3: เราเสื่อมทรามอย่างสิ้นเชิง
ก็จริงอยู่ที่ “หลักคำสอน 5 ประการของคาลวินิสม์” อันโด่งดัง—แม้อย่างน้อยในรูปแบบที่ถูกทำให้ง่ายเกินไปและก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างลึกซึ้งในศตวรรษที่ 20—เริ่มต้นด้วยคำยืนยันว่ามนุษย์ในสภาวะธรรมชาตินั้น “เสื่อมทรามอย่างสิ้นเชิง” อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับที่วลี “เจตจำนงเสรี” มีความหมายแตกต่างโดยสิ้นเชิงในการโต้วาทีช่วงการปฏิรูปศาสนาในศตวรรษที่ 16 เมื่อเทียบกับความหมายในปัจจุบัน วลี “เสื่อมทรามอย่างสิ้นเชิง” ในหลักคำสอน 5 ประการก็ไม่ได้มีความหมายเหมือนกับการใช้กันทั่วไปในบทสนทนาประจำวัน
เมื่อผู้คนได้ยินคำยืนยันว่า หากปราศจากการบังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว มนุษย์จะ “เสื่อมทรามอย่างสิ้นเชิง” หลายคนก็มักเข้าใจไปว่า นั่นหมายความว่าในตัวเรานั้นไม่มีสิ่งดีใด ๆ เลยในทุกด้าน แต่มุมมองเช่นนี้ไม่เพียงขัดกับประสบการณ์ของมนุษย์ทั้งปวง หากยังพิสูจน์ได้จากพระคัมภีร์ว่าไม่เป็นความจริง เปาโลกล่าวว่า “คนต่างชาติผู้ไม่มีบทบัญญัติ ได้ทำสิ่งที่บทบัญญัติกำหนดไว้โดยปกติวิสัย” (โรม 2:14) และสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นคือ พระคัมภีร์เตือนเราว่าอย่าฆ่าคน เพราะมนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า (ปฐมกาล 9:6)
คาลวินเขียนไว้ใน สถาบันศาสนาคริสต์ (Institutes, เล่มที่ 2, บทที่ 3, ตอนที่ 3) ว่า:
“ในทุกยุคทุกสมัยมีบุคคลที่ได้รับการนำทางโดยธรรมชาติและได้มุ่งมั่นสู่คุณธรรมตลอดชีวิต ข้าพเจ้าไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้านพวกเขา แม้ความประพฤติทางศีลธรรมของพวกเขาจะมีข้อบกพร่องมากมายก็ตาม เพราะด้วยความกระตือรือร้นในความสัตย์ซื่อของพวกเขาเอง ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ายังมีบางสิ่งที่บริสุทธิ์คงอยู่ในธรรมชาติของพวกเขา… ดังนั้น ตัวอย่างเหล่านี้จึงดูเหมือนจะเตือนเราไม่ให้ตัดสินไปว่า ธรรมชาติของมนุษย์เสื่อมทรามสิ้นเชิงโดยไม่มีเหลือเลย เพราะบางคนเมื่อถูกกระตุ้นโดยธรรมชาติ ก็ไม่เพียงกระทำสิ่งที่ดีเด่นน่าทึ่ง แต่ยังดำเนินชีวิตที่น่าเคารพยกย่องตลอดมา แต่ถึงกระนั้น เราควรตระหนักว่า ท่ามกลางความเสื่อมทรามของธรรมชาติ ก็ยังมีที่สำหรับพระคุณของพระเจ้าอยู่บ้าง—ไม่ใช่พระคุณที่ชำระให้สะอาด แต่เป็นพระคุณที่คอยยับยั้งไว้ภายใน”
นอกจากข้อความนี้แล้ว ยังมีตัวอย่างอีกมากมายจาก สถาบันศาสนาคริสต์ และงานเขียนอื่น ๆ ของคาลวินที่ยืนยันในทำนองเดียวกัน หลักข้อเชื่อเวสต์มินสเตอร์ ข้อ 16.7 ก็สะท้อนมุมมองนี้ด้วยถ้อยคำที่ถูกเลือกอย่างระมัดระวังและแม่นยำเช่นกัน
ความเชื่อผิดๆ ข้อที่ 4: พระเจ้าไม่ทรงรักผู้ที่หลงหาย
ในสามกรณีแรกที่กล่าวมา ผู้คนมักเข้าใจผิดว่าคาลวินิสม์สอนสิ่งหนึ่ง ทั้งที่ในความเป็นจริงคาลวินิสม์กลับปฏิเสธสิ่งนั้นอย่างชัดเจน ทว่า คำถามที่ว่าพระเจ้าทรงรักผู้ที่หลงหายหรือไม่ เป็นประเด็นที่แตกต่างออกไป เพราะตัวหลักคำสอนของคาลวินิสม์เองมิได้ชี้ชัดในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และคาลวินเองก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ เนื่องจากคำถามนี้ยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ต่อมา ชาวคาลวินิสต์รุ่นหลังเมื่อใคร่ครวญหลักคำสอนของคาลวินอย่างลึกซึ้ง จึงเริ่มตั้งคำถามว่า พระเจ้าทรงรักผู้ที่พระองค์ไม่ได้ทรงเลือกให้รอดหรือไม่ หากคุณไปถามชาวคาลวินิสต์หนึ่งร้อยคนเกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณอาจได้รับคำตอบที่แตกต่างกันถึงหนึ่งร้อยแบบ
ประเด็นนี้เคยเป็นหัวข้อถกเถียงกันอย่างจริงจังในระหว่างการร่างหลักข้อเชื่อเวสต์มินสเตอร์ ในที่สุด คณะผู้ร่างได้เลือกที่จะไม่ระบุจุดยืนอย่างชัดเจนในประเด็นนี้ แต่ถ้อยคำที่พวกเขาใช้ก็ดูเหมือนจะเอนเอียงไปทางมุมมองที่ว่าพระเจ้าทรงรักผู้ที่หลงหาย ตัวอย่างเช่น หลักข้อเชื่อกล่าวถึงการประทานธรรมบัญญัติแก่มนุษยชาติว่าเป็นพระพรที่ประทานโดยไม่ขึ้นกับความสมควรใด ๆ (ดู WCF 7.1 และ 7.2) นอกจากนี้ หลักข้อเชื่อทางประวัติศาสตร์อื่นของชาวคาลวินิสต์ เช่น หลักคำสอนแห่งดอร์ท (Canons of Dort) ก็ยืนยันอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงรักผู้ที่หลงหาย และที่น่าสังเกตก็คือ ไม่เคยมีหลักข้อเชื่อของชาวคาลวินิสต์ฉบับใดที่รับรองมุมมองตรงกันข้ามไว้อย่างชัดเจนเลย
ความเชื่อผิด ๆ ข้อที่ 5: คาลวินิสม์ให้ความสำคัญหลักกับอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าและการทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า
แน่นอนว่า ไม่มีคำตอบที่ตายตัวและเด็ดขาดสำหรับคำถามว่า “ข้อกังวลหลัก” ของธรรมเนียมศาสนศาสตร์ใด ๆ คืออะไร เพราะขึ้นอยู่กับการตีความและการวินิจฉัยของแต่ละคน แต่เมื่อศึกษาคาลวินิสม์อย่างจริงจัง จะเห็นได้ว่าประเด็นนี้ค่อนข้างชัดเจน
คาลวินิสม์ยืนยันมุมมองที่เฉพาะเจาะจง—หรือที่บางครั้งเรียกว่า “สูงส่ง” เป็นพิเศษ—เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าและการทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่หลักคำสอนนี้ไม่ได้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคาลวินิสม์ และไม่ใช่สิ่งที่คาลวินหรือผู้ติดตามของท่าน (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน) ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุด ความเข้าใจเรื่องอำนาจอธิปไตยและการทรงกำหนดล่วงหน้าในมุมมองที่ “สูงส่ง” นั้นได้รับการวางรากฐานไว้อย่างสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 5 โดยออกัสติน และต่อมาได้รับการพัฒนาและอภิปรายในหมู่ชาวออกัสติเนียนรุ่นหลัง โดยบุคคลสำคัญที่สุดที่สืบสานและขยายความหลักคำสอนนี้คือ มาร์ติน ลูเทอร์ ไม่ใช่คาลวิน
สิ่งที่ทำให้คาลวินโดดเด่นในฐานะนักศาสนศาสตร์ และทำให้คาลวินิสม์โดดเด่นในฐานะธรรมเนียมทางศาสนศาสตร์ ก็คือหลักคำสอนที่ “สูงส่ง” และเป็นเอกลักษณ์เกี่ยวกับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ว่าคาลวินจะเขียนถึงประเด็นสำคัญใดในทางศาสนศาสตร์—เช่น หลักคำสอนเรื่องพระคัมภีร์ เรื่องคริสตจักร หรือพิธีศักดิ์สิทธิ์—เรามักจะเห็นการเชิดชูพระราชกิจของพระวิญญาณเป็นแรงผลักดันสำคัญในงานวิเคราะห์ของท่าน แม้เมื่อพิจารณาเฉพาะความเข้าใจของคาลวินเรื่องความรอด สิ่งที่ทำให้คาลวินิสม์แตกต่างอย่างแท้จริงก็ไม่ใช่เพียงหลักคำสอนเรื่องพระราชกิจของพระบิดาในการทรงเลือกเท่านั้น แต่คือหลักคำสอนเรื่องพระราชกิจของพระวิญญาณในการบังเกิดใหม่ นี่คือข้อสังเกตของ บี. บี. วอร์ฟิลด์ ในบทความชื่อ “John Calvin the Theologian” และการที่คาลวินให้ความสำคัญกับพระวิญญาณเช่นนี้ ก็สะท้อนอยู่ทั่วทั้งหลักข้อเชื่อเวสต์มินสเตอร์ รวมถึงหลักข้อเชื่อและเอกสารอื่น ๆ ของชาวคาลวินิสต์
เกร็ก ฟอร์สเตอร์ (Greg Forster)
เกร็ก ฟอร์สเตอร์ (ปริญญาเอก, มหาวิทยาลัยเยล) ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของ Oikonomia Network ที่ศูนย์คริสตจักรเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Center for Transformational Churches) ณ Trinity International University เขาเป็นนักวิชาการอาวุโสที่มูลนิธิฟรีดแมนเพื่อทางเลือกทางการศึกษา (Friedman Foundation for Educational Choice) เป็นบรรณาธิการของบล็อก Hang Together และเป็นวิทยากรประจำในงานประชุมต่างๆ
Original English Article: https://www.crossway.org/articles/5-myths-about-calvinism
Originally published by Crossway, USA





