ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์คือวิธีอ่านพระคัมภีร์อย่างหนึ่ง เป็นวิธีตีความพระคัมภีร์อย่างหนึ่ง เป็นการสันนิษฐานว่าผู้เขียนพระคัมภีร์หลายคนและพระธรรมหลายเล่มกำลังบอกเล่าเรื่องราวเดียวกัน คือเรื่องราวเกี่ยวกับพระคริสต์ และหนังสือเล่มนี้มีพระเจ้าเป็นผู้เขียนแต่องค์เดียว
ฟังดูจะเป็นวิชาการหน่อยใช่ไหม? ใช่แล้ว แต่…
การทำตามแนวทางของศาสนศาสตร์พระคัมภีร์คือสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการปกป้องและการนำทางคริสตจักรของคุณ สิ่งนี้จะปกป้องคริสตจักรจากเรื่องราวที่ผิดเพี้ยนและเส้นทางที่ผิดพลาด สิ่งนี้จะนำคริสตจักรไปสู่การเทศนาที่ดีขึ้น การทำตามพระคัมภีร์ได้ดีขึ้น และเส้นทางที่ดีขึ้น
ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ในฐานะรั้วกั้นของคริสตจักร
ตัวอย่างเช่น ลองนึกถึงศาสนศาสตร์แบบเสรีนิยม แนวคิดนี้นำเสนอเรื่องราวของความรอดใหม่ในรูปแบบงานแห่งการเอาชนะปัญหาต่างๆ ของพระเจ้า เช่น ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หรือจิตสำนึกทางการเมืองที่เห็นแก่ตัว เรื่องราวการช่วยกู้เหล่านี้อาจไม่ได้ผิดไปเสียทั้งหมด แต่โครงเรื่องพวกนี้ทำให้ผมนึกถึงวิธีที่ลูกสาวคนหนึ่งของผมจะเล่าตอนที่เขาทะเลาะกับพี่น้องของตัวเอง เธอจะเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่จะละรายละเอียดบางอย่างไว้ เปลี่ยนจุดเน้นใหม่ สร้างความเชื่อมโยงที่เข้าข้างตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อถือ การเล่าเรื่องราวของความรอดและโครงเรื่องของข่าวประเสริฐในพระคัมภีร์แบบเสรีนิยมก็เป็นแบบนี้แหละ
และนิกายโรมันคาธอลิกก็เช่นกัน ในนิกายนี้บาทหลวงและพิธีกรรมต่างๆ จะทำหน้าที่เป็นคนกลางตามแบบพันธสัญญาเดิมอย่างมาก
และข่าวประเสริฐแห่งความมั่งคั่งและรุ่งเรืองก็เช่นกัน พวกเขานำเอาองค์ประกอบบางอย่างจากพันธสัญญาเดิมเข้ามาอยู่ในพันธสัญญาใหม่โดยใช้ภาษาที่เน้นแต่เรื่องพระพร
ส่วนกลุ่มอื่นๆ ก็ไม่นำเอาการช่วยกู้ในอดีตมาเป็นของปัจจุบัน แต่เอาการช่วยกู้ในอนาคตให้มาเป็นของปัจจุบัน ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยเป็นคริสเตียนกลุ่ม Perfectionist Anabaptist (คริสเตียนกลุ่มหนึ่งในศตวรรษที่ 16 ที่เชื่อว่าพวกเขาสามารถดำเนินชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้าและบริสุทธิ์อย่างไร้ที่ติในโลกนี้) ที่คิดว่าพวกเขาสามารถนำสวรรค์ลงมาบนโลกได้ทันที ส่วนพวกเสรีนิยมหัวก้าวหน้าก็เคยพยายามทำสิ่งนี้เมื่อร้อยปีแล้ว ทุกวันนี้ กลุ่มคนที่กระตือรือร้นอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมคือคนที่นำเสนอเรื่องราวที่แยบยลขึ้นมา
รายชื่อก็ยาวเหยียด เราอาจจะนึกถึงลัทธิ “คริสเตียน” เช่นกลุ่มมอรมอนหรือพยานพระยะโฮวาห์ หรือแม้กระทั่งกระแสความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในคริสตจักรต่างๆ เช่น ข่าวประเสริฐแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ศาสนศาสตร์เสรีนิยม แนวคิดแบบ American messianism (แนวคิดที่เชื่อว่าคนอเมริกันมีหน้าที่พิเศษในการนำเสรีภาพไปสู่โลก) หรือรูปแบบต่างๆ ของคริสเตียนกลุ่ม fundamentalist separatism (กลุ่มที่ยึดหลักความคิดแบบเดิมอย่างสุดขั้วที่แยกตัวออกจากสังคมคริสเตียนโดยเฉพาะพวกที่ไม่เคร่งครัดพอ) ในบรรดากระแสความเคลื่อนไหวต่างๆ เหล่านี้ บางอันดี บางอันก็ไม่ดี
ประเด็นคือข่าวประเสริฐที่ขาดสมดุล (หรือผิดเพี้ยน) และคริสตจักรที่ขาดสมดุล (หรือผิดเพี้ยน) ต่างถูกสร้างขึ้นบนการตีความพระคัมภีร์ที่ไม่สนบริบทอย่างไร้เหตุผลหรือไม่ก็บนเรื่องราวที่ผิดเพี้ยนไปทั้งหมด หากไม่ใช่การเชื่อมโยงพันธสัญญาหลักของพระคัมภีร์แบบผิดๆ ก็เป็นการให้พันธสัญญามีความต่อเนื่องมากเกินไป หรือไม่ก็ไม่ต่อเนื่องกันเลย หากไม่ใช่ความผิดพลาดในการแยกภาพจำลองกับตัวจริงให้ออก หรือไม่ก็เป็นการเน้นคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายน้อยเกินไป หรือไม่ก็มากเกินไป บางทีพวกเขาก็สัญญาว่าสวรรค์จะลงมาตั้งบนโลกตอนนี้ บางทีพวกเขาก็แยกเรื่องฝ่ายวิญญาณออกจากฝ่ายเนื้อหนังในตอนนี้ไปเลย
ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ ศาสนศาสตร์ที่ผิดเพี้ยนหรือขาดสมดุลก็จะประกาศข่าวประเสริฐที่ผิดเพียนหรือขาดสมดุล และข่าวประเสริฐแบบนี้จะสร้างคริสตจักรที่ผิดเพี้ยนและขาดสมดุลขึ้นมา
ขณะเดียวกัน ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์จะปกป้องข่าวประเสริฐและเป็นเครื่องนำทางให้กับคริสตจักร ดี.เอ. คาร์สัน กล่าวไว้ว่า “ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ที่เข้มแข็งมีแนวโน้มที่จะเป็นรั้วป้องกันคริสเตียนจากการลดทอนความจริงของพระคัมภีร์แล้วยกความคิดเห็นของมนุษย์ขึ้นอย่างน่ารังเกียจ”
นั่นหมายความว่า 1. มันเป็นงานของศิษยาภิบาลที่รู้จักกับศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ที่ดีและ 2. รู้ว่าอันไหนคือศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ที่ผิดเพี้ยนที่จะส่งผลต่อคนที่เข้ามาในคริสตจักรของเขา ทุกวันนี้ หลายคนเคยรับการสอนเรื่องข่าวประเสริฐแห่งความมั่งคั่งและรุ่งเรืองเวอร์ชั่นต่างๆ มา คุณสามารถอธิบายได้ไหมว่าทำไมข่าวประเสริฐแห่งความมั่งคั่งและรุ่งเรืองถึงเป็นสิ่งที่ไม่ดี? (หากต้องการตัวช่วย ให้คลิกที่นี่ here )
ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ในฐานะเครื่องนำทางของคริสตจักร
แต่ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ก็ไม่ได้เป็นแค่รั้วกั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องนำทางด้วย คือเครื่องนำทางไปสู่การเทศนาที่ดี การประกาศข่าวประเสริฐที่ดีและการทำตามพันธหน้าที่ในข่าวประเสริฐที่ดี การนมัสการร่วมกันที่ดี โครงสร้างของคริสตจักรที่ดี และชีวิตคริสเตียนที่เข้มแข็ง
เครื่องนำทางไปสู่การเทศนาที่ดี
เมื่อคุณนั่งลงเพื่อจะศึกษาพระธรรมตอนหนึ่งและเตรียมเทศนาอยู่ ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์จะป้องกันคุณจากการตีความพระคัมภีร์โดยไม่ดูบริบท หรือการเล่าเรื่องราวการช่วยกู้ที่ขาดสมดุล
ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์จะวางพระคัมภีร์แต่ละตอนในบริบทที่ถูกต้อง ตามสารระบบพระคัมภีร์ และช่วยให้คุณเห็นว่าพระธรรมตอนนี้ของคุณเกี่ยวข้องอะไรกับตัวตนและการงานของพระคริสต์ สิ่งนี้จะขจัดการให้การทำดีเป็นพื้นฐานของความรอดเพื่อที่นักเทศน์จะสามารถเทศน์แบบคริสเตียนได้ สิ่งนี้จะเชื่อมโยงการสำแดงของข่าวประเสริฐและคำสั่งของข่าวประเสริฐอย่างถูกต้อง ทั้งเรื่องความเชื่อและการกระทำด้วย สิ่งนี้จะสอนเราเกี่ยวกับการเทศนาแบบอรรถาธิบายเชิงประกาศ สิ่งนี้จะรับรองว่าทุกคำเทศนาคือส่วนหนึ่งของเรื่องใหญ่ของพระคัมภีร์
สรุปคือ อาจารย์ทั้งหลาย คุณต้องการให้ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์มาทำสิ่งที่สำคัญที่สุดในงานของคุณ นั่นคือเทศนาและสั่งสอนพระคำของพระเจ้า (หากสนใจที่จะรู้เกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ Jeramie Rinne’s “Biblical Theology and Gospel Proclamation.”)
เครื่องนำทางไปสู่การประกาศข่าวประเสริฐที่ดีและการทำตามพันธหน้าที่ในข่าวประเสริฐที่ดี
คราวนี้ลองหันมาคิดถึงเรื่องการประกาศข่าวเสริฐและการทำตามพันธหน้าที่ที่คริสตจักรมีต่อโลกภายนอก ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์จะปรับสมดุลความคาดหวังของเราให้พอดี ระหว่างการคาดหวังมากเกินไป (เน้นคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายมากเกินไป) กับการคาดหวังน้อยเกินไป (พระคุณราคาถูก, ความรอดที่ไม่เกิดผล, การเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรก่อนจะเป็นคริสเตียน, การไม่เทศนาเรื่องคำสั่งของข่าวประเสริฐ)
ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ที่ดีจะไม่สัญญาว่าจะให้ชีวิตที่ดีที่สุดในตอนนี้ (ไม่ว่านั่นจะหมายถึงสุขภาพที่ดีและความมั่งคั่ง การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การชนะใจคนที่มีอิทธิพล หรือการยึดประเทศของเรากลับมา) แต่ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ก็จะไม่หลบหลีกจากการมีส่วนร่วมกับสังคมและการทำเพื่อสวัสดิภาพของชุมชนด้วยการทำการดีเพื่อเห็นแก่ความรักและความยุติธรรม
ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ให้ความสำคัญกับการประกาศด้วยคำพูดเป็นหลัก (การประกาศข่าวประเสริฐและงานมิชชั่น) แต่จะไม่แยกถ้อยคำกับการกระทำแบบผิดๆ สองสิ่งนี้ไม่อาจแยกจากกันได้ในการเป็นพยานและการทำงานพันธกิจของคริสตจักร อย่างที่เรื่องราวจากอาดัมไปจนถึงอับราฮัม ไปจนถึงอิสราเอล ดาวิด พระคริสต์ และไปจนถึงคริสตจักรได้เปิดเผยให้เห็นอย่างชัดเจน
เครื่องนำทางไปสู่การนมัสการร่วมกันที่ดี
การเต้นเปลือยกายต่อหน้าหีบพันธสัญญาของดาวิดเป็นเรื่องปกติเมื่อคริสตจักรมาประชุมร่วมกันหรือไม่? ไม่หรือ? แล้วเครื่องหอมที่ปุโรหิตในพระคัมภีร์เดิมใช้ล่ะ หรือจะเป็นการใช้เครื่องดนตรีและคณะนักร้องประสานเสียง หรือ “การถวายเครื่องบูชา” ในวันสำคัญต่างๆ แล้วการอ่านและการอธิบายข้อพระคัมภีร์ล่ะ? ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ที่ถูกต้องจะช่วยตอบคำถามว่าจะนำอะไรมาใช้ต่อในยุคพันธสัญญาใหม่และทิ้งอะไรไว้ให้อยู่ในพันธสัญญาเดิม
อีกครั้ง ส่วนใหญ่แล้วสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการปะติดปะต่อพันธสัญญาของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละคนที่โน้มเอียงไปทางความต่อเนื่องหรือความไม่ต่อเนื่อง และขึ้นอยู่กับความเข้าใจเรื่องสิ่งที่พระคริสต์มาทำให้สำเร็จของแต่ละคน และขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละคนในเรื่องที่ว่า คริสตจักรที่มาประชุมกันของพระคริสต์มีอำนาจในการทำสิ่งใดด้วย
ทั้งหมดนี้อาจจะฟังดูวิชาการหน่อย แต่อาจารย์ทั้งหลาย แนวทางปฎิบัติต่างๆ ของคุณขึ้นอยู่กับศาสนศาสตร์พระคัมภีร์บางอย่างที่คุณเดินตามอยู่ คำถามคือ คุณเคยคิดบางไหมว่าอันไหนที่คุณกำลังเดินตามอยู่?
หากสนใจที่จะศึกษาหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ “Biblical Theology and Corporate Worship.”
เครื่องนำทางไปสู่โครงสร้างคริสตจักรที่ดี
ในทำนองเดียวกัน โครงเรื่องพระคัมภีร์จะเรียกร้องให้เราใส่ใจความต่อเนื่องและความไม่ต่อเนื่องของพันธสัญญาสำหรับวิธีจัดระบบคริสตจักรของเรา ในแง่ของความต่อเนื่อง จะมีคนที่อยู่ในชุมชนของพระเจ้าที่เป็นและไม่ได้เป็นคนของพระเจ้าเสมอ นี่เป็นเหตุผลที่เราจำเป็นต้องมีระบบสมาชิกและการลงวินัยคริสตจักร ในแง่ของความไม่ต่อเนื่อง ผู้นำของประชากรของพระเจ้านั้นมีการเปลี่ยนไปอย่างมาก จากพันธสัญญาเดิมสู่พันธสัญญาใหม่ ประการแรก คนของพระเจ้าทุกคนกลายมาเป็นปุโรหิต ประการที่สอง บรรดาผู้ปกครองของพระเจ้าเป็นผู้เลี้ยงที่อยู่ใต้อำนาจของพระเยซูอีกที พวกเขาเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้าผ่านทางพระคำของพระเจ้า
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คำถามที่ว่าใครจะสามารถเป็นสมาชิกคริสตจักรได้ขึ้นอยู่กับศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ การเป็นสมาชิกคริสตจักรมีไว้สำหรับผู้เชื่อเพียงเท่านั้นหรือสำหรับผู้เชื่อบวกกับลูกๆ ของพวกเขาด้วย? สิ่งนี้ขึ้นอยู่ว่าคุณมองเห็นความต่อเนื่องและความไม่ต่อเนื่องระหว่างการเข้าสุหนัตและการรับบัพติสมามากเท่าไหร่
เครื่องนำทางไปสู่ชีวิตคริสเตียนที่เข้มแข็ง
ประการสุดท้าย มันคุ้มค่าที่จะพิจารณาความสำคัญที่ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์มีต่อชีวิตคริสเตียนที่เข้มแข็ง และดูว่าชีวิตนั้นเชื่อมโยงกับคริสตจักรท้องถิ่นอย่างไร
ในเรื่องราวของการอพยพออกจากอียิปต์ การไถ่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเป็นหมู่คณะ แต่ในพระคัมภีร์ใหม่ การไถ่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นรายบุคคลใช่ไหม?
สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละคนในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพันธสัญญาเดิมและใหม่และสิ่งที่พระคริสต์มาทำให้สำเร็จในพันธสัญญาใหม่ การมีอยู่ของตัวแทนพันธสัญญาทำให้จำเป็นต้องมีประชากรแห่งพันธสัญญาด้วยไม่ใช่หรือ? (ดู เยเรมีย์ 31:33; 1 เปโตร 2:10) ยิ่งกว่านั้น ดูเหมือนอาจารย์เปาโลจะโต้แย้งว่ากำแพงที่แบ่งแยกคนยิวและคนต่างชาติออกจากกันได้พังลงแล้ว และ “คนใหม่คนเดียวกัน” ก็ถูกสร้างขึ้นมาขณะเดียวกับที่คนบาปได้ถูกทำให้คืนดีกับพระเจ้า (ดู เอเฟซัส 2:11-22; หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับด้านของความเป็นหมู่คณะของการกลับใจเชื่อ ให้กดที่นี่ here)
หากเป็นความจริงที่ว่าความรอดในพันธสัญญาใหม่พุ่งเป้าไปที่คนกลุ่มหนึ่งในระดับเดียวกับพันธสัญญาเดิม (แม้ว่าประสบการณ์ในเรื่องความรอดของแต่ละคนเกิดขึ้นคนละเวลา และไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันเหมือนในการอพยพออกจากอียิปต์) ถ้าอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่า โดยพื้นฐานแล้ว ชีวิตคริสเตียนคือชีวิตที่ใช้ร่วมกันแบบเป็นหมู่คณะ การเติบโตก็เกิดขึ้นแบบเป็นหมู่คณะ และชีวิตที่ดำเนินในความเชื่อก็ดำเนินร่วมกันแบบเป็นหมู่คณะ เป็นแบบนี้คือ พ่อคือคนที่รับฉันเป็นลูก แต่เขาก็รับฉันเข้ามาเป็นลูกของครอบครัว ดังนั้นการเป็นลูกชายหรือลูกสาวของเขาจึงหมายถึงการเป็นพี่น้องของพวกเขาด้วย
ความเป็นจริงเรื่องความเป็นหมู่คณะนี้สามารถส่งผลกระทบกับทุกสิ่งที่อยู่ในคำสอน การสามัคคีธรรม และวัฒนธรรมของคริสตจักรได้แบบนับไม่ถ้วน หากเรื่องราวในศาสนศาสตร์พระคัมภีร์นี้ถูกต้อง เป้าหมายหลักในการมีอยู่ของคริสตจักรท้องถิ่นก็คือการเป็นคริสตจักรท้องถิ่น คือการเป็นครอบครัวใหม่นี้ ประชากรกลุ่มใหม่นี้ ชนชาติใหม่นี้ วัฒนธรรมใหม่นี้ เป็นพระกายใหม่นี้ การเติบโตฝ่ายวิญญาณส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่ฉันทำในช่วงเวลาเฝ้าเดี่ยว แต่เป็นวิธีที่ฉันเรียนรู้ที่จะรับตัวตนใหม่นี้มาในฐานะสมาชิกครอบครัว
ขณะเดียวกัน เป็นเรื่องง่ายที่จะจินตนาการถึงศาสนศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลมากเสียจนละเลยทั้งพระกายไป (เหมือนที่ศาสนศาสตร์อนุรักษ์นิยมบางอันได้ทำ) หรือไม่ก็ให้ความสำคัญกับความเป็นหมู่คณะและโครงสร้างของสังคมมากเกินไปจนละเลยความผิดของแต่ละบุคคล (เหมือนที่ศาสนศาสตร์เสรีนิยมบางอันได้ทำ)
ยิ่งกว่านั้น ความเข้าใจในโครงเรื่องนั้นของคุณจะช่วยให้คุณรู้ว่าควรคาดหวังอะไรจากเพื่อนสมาชิกของคุณ เช่น ต้องชอบธรรมมากแค่ไหน ต้องมีชัยเหนือความบาปมากแค่ไหน เหยื่อของความไม่เป็นธรรมต้องได้รับการรักษามากแค่ไหน ความสัมพันธ์ที่แตกหักต้องได้รับการฟื้นฟูมากมากแค่ไหน ความเข้าใจในโครงเรื่องของพระคัมภีร์ของคุณจะเป็นตัวกำหนดวิธีที่คุณจะปฏิบัติต่อเรื่องเลวร้าย ความชั่วร้าย และความชอบธรรมที่คุณต้องเจอในชีวิตของคุณและคนอื่น
พูดอีกอย่างคือ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับศาสนศาสตร์พระคัมภีร์จะนำไปสู่ชีวิตคริสเตียนเวอร์ชั่นที่สำเร็จแล้วแค่บางส่วน เป็นเรื่องง่ายที่จะทำพลาดโดยการเน้นส่วนที่สำเร็จแล้วมากเกินไป หรือไม่ก็เน้นส่วนยังไม่สำเร็จมากเกินไป
ท้ายที่สุด ศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ที่ถูกต้องจะมอบเครื่องนำทางที่เชื่อถือได้ของชีวิตคริสเตียน โดยเฉพาะเมื่อชีวิตนั้นเข้าไปอยู่ในคริสตจักรท้องถิ่น และสิ่งนี้จะปกป้องคริสตจักรจากการเน้นแบบผิดๆ ความคาดหวังที่ผิดๆ และข่าวประเสริฐที่ผิดๆ





