Saphan Siam

วิธีช่วยเหลือผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย

โดย จอช สไควร์ส

มีหัวข้อเพียงไม่กี่เรื่องที่กระตุ้นความกลัวและความสั่นสะเทือนได้มากเท่ากับเรื่อง การฆ่าตัวตาย แค่ได้ยินคำนี้ก็ทำให้รู้สึกเศร้าและปวดใจแล้ว การเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ดูเหมือนจะยิ่งหนักหนากว่าเดิม เพราะมีคำถามที่ยากลำบากอยู่ทุกมุม และมีความรู้สึกที่เปราะบางอยู่ทุกช่วง อันที่จริงแล้วผมกล้ากล่าวได้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคต่อการให้คำปรึกษา มากไปกว่าความหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญกับใครสักคนที่พูดถึงเรื่อง “ฆ่าตัวตาย”

แต่เราไม่อาจปล่อยให้ความกลัวและความเศร้าโศกจากปัญหาที่มืดมนและยากลำบากนี้ มาขัดขวางไม่ให้เราก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้ ดังนั้น เราจึงต้องพูดถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายนี้ด้วยความชัดเจน ความเห็นอกเห็นใจ และความหนักแน่น

เราควรตอบสนองอย่างไร?

เราควรตอบสนองต่อผู้ที่กำลังคิดฆ่าตัวตายอย่างไร? ด้วยความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และพร้อมกับความจริงใจ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่กำลังคิดฆ่าตัวตาย หลายคนมักจะตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก พูดก่อนที่จะฟัง พยายามปิดกั้นความคิดของอีกฝ่าย หรือให้กำลังใจด้วยคำพูดว่า “ชีวิตนี้คุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่” แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ผู้ที่กำลังต่อสู้กับความคิดฆ่าตัวตายต้องการมากที่สุด คือ หูที่รับฟังด้วยความรัก โดยปราศจากปฏิกิริยาที่แสดงความไม่เชื่อ หรือคำสัญญาที่ดูเหมือนเป็นการปลอบโยนแบบผิวเผิน

แน่นอนว่ามีการกระทำบางอย่างที่ต้องดำเนินการทันทีเมื่อพบความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย แต่การฟังอย่างสงบ การหลั่งน้ำตาเป็นเพื่อน การให้ไหล่พึ่งพิง สิ่งเหล่านี้คือก้าวแรกของการช่วยฟื้นคืนความหวังให้กับผู้ที่สิ้นหวัง

อาจดูเหมือนไม่เป็นลำดับที่ถูกต้องในการพูดถึงวิธีที่เราควรตอบสนองต่อการสนทนาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ก่อนที่เราจะให้คำจำกัดความว่า การฆ่าตัวตายคืออะไร สิ่งสำคัญคือ ทุกครั้งที่มีการหยิบยกหัวข้อนี้ขึ้นมา ผู้คนควรเห็นในตัวเราถึง สันติสุข พระคุณ ความเมตตา การปลอบโยน และความมั่นคงของผู้ที่มีรากฐานชีวิตที่ตั้งอยู่บนไม้กางเขน 

การฆ่าตัวตายคืออะไร?

หากจะพูดอย่างเห็นอกเห็นใจ เราก็ต้องพูดอย่างจริงใจด้วย การฆ่าตัวตายคืออะไร การฆ่าตัวตายคือการฆ่าร่างกายของตนเองโดยเจตนา คำจำกัดความนี้ชัดเจน แต่องค์ประกอบทั้งสองอย่างมีความสำคัญเท่าเทียมกัน

การฆ่าตัวตายเป็นการจบชีวิตตนเองโดยเจตนา มีกรณีที่คนอาจเสียชีวิตโดยไม่ได้เจตนา เช่น การใช้ยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่การฆ่าตัวตาย เช่นเดียวกับการฆาตกรรม เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ ด้วยเหตุนี้ ในอดีตการฆ่าตัวตายเคยถูกเรียกกันว่า “การฆ่าตัวเอง” (self-murder) ซึ่งอาจเป็นคำที่ฟังแล้วสะเทือนใจสำหรับบางคน และก็ควรเป็นเช่นนั้น การจงใจพรากชีวิตของผู้ที่ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นทารกในครรภ์หรือผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของตนเองหรือของผู้อื่น ล้วนเป็นการกระทำที่น่าเศร้าและร้ายแรงอย่างยิ่ง (อพยพ 20:13)

การฆ่าตัวตายเป็นการทำลายร่างกายทางกายภาพ แต่ไม่ได้ทำลายจิตวิญญาณที่เป็นอมตะของเขา การดำรงอยู่ไม่ได้จบลงในชั่วขณะนั้น แต่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เปาโลบอกเราไว้ว่า สำหรับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ เมื่อออกจากร่างกายนี้ ก็จะได้อาศัยอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า (2 โครินธ์ 5:8) สิ่งนี้เป็นความจริงที่นำความปลอบโยนอย่างมากมาสู่ชีวิตของเปาโล (ฟิลิปปี 1:18–26) เปาโลไม่ได้เป็นนักอุดมคตินิยมที่มองโลกแต่ในแง่ดี แต่ท่านมีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งกับความทุกข์ทรมานมาอย่างยาวนาน (2 โครินธ์ 11:24–28; 12:7–10) ความจริงแห่งพระสิริไม่ได้ผลักดันให้เปาโลจบชีวิตของตนเอง แต่กลับเสริมกำลังให้ท่านมอบชีวิตของตนเพื่อพันธกิจแห่งข่าวประเสริฐ ทำให้ท่านเองกลายเป็นภาพสะท้อนของพระคริสต์ 

ผลลัพธ์นิรันดร์ของการฆ่าตัวตายคืออะไร?

สิ่งนี้นำไปสู่คำถามที่ยากอย่างยิ่ง หากวิญญาณของเราดำรงอยู่ต่อไปหลังจากความตายทางกายภาพแล้ว วิญญาณของผู้ที่กระทำการอันเลวร้ายนี้จะเป็นอย่างไร? คำตอบนั้นทั้งซับซ้อนและเรียบง่ายในเวลาเดียวกัน

คำถามที่หลายคนมักต่อสู้ในใจคือ การฆ่าตัวตายเป็น “บาปร้ายแรง” หรือไม่? กล่าวคือ เป็นบาปที่ไม่อาจได้รับการอภัยได้หรือไม่? เมื่อเผชิญกับประเด็นที่มีความสำคัญใหญ่หลวงเช่นนี้ เราต้องเริ่มต้นจากพระคัมภีร์เสมอ ตามที่กล่าวไว้ในมัทธิว 12:32 และ มาระโก 3:29 มีการกล่าวถึง “การกล่าวหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นบาปที่ไม่สามารถได้รับการอภัยได้ นี่เป็นความจริงที่น่าหวั่นวิตกอย่างยิ่ง

มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับสิ่งที่การกระทำนี้หมายถึงโดยแท้จริง สำหรับผม ผมเชื่อว่ามันหมายถึง ชีวิตที่เต็มไปด้วยการไม่เชื่อและไม่กลับใจ ซึ่งหลีกหนีความจริงแห่งความรักของพระบิดา ลดคุณค่าการเสียสละของพระบุตร และปฏิเสธพันธกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น การฆ่าตัวตายอาจเป็นผลลัพธ์ของชีวิตที่เต็มไปด้วยการไม่เชื่อเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การรับรองของเราและของคนที่เรารักไม่ได้ตั้งอยู่บนการกระทำของเราที่ได้รับอิทธิพลจากบาป แต่ตั้งอยู่บนการกระทำของพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ที่ปราศจากบาป แม้ว่าความเชื่อแท้จริงจะต้องมีผลแท้จริงและการฆ่าตัวตายเป็นการกระทำที่ร้ายแรงจนสามารถ (และอาจจะควร?) ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความถูกต้องของคำพยานของคริสเตียน แต่ความจริงที่เรียบง่ายก็คือ: แม้แต่การฆ่าตัวตายก็ไม่สามารถแยกเราออกจากความรักของพระคริสต์ได้ (โรม 8:38–39)

เราจะใช้ความมั่นใจนี้อย่างไร?

หากการฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นตั๋วตรงไปสู่พระพิโรธนิรันดร์ของพระเจ้า คำถามก็คือ เราควรทำอย่างไรกับความรู้นี้? ดูเหมือนว่าการระมัดระวังในเรื่องนี้จะเป็นปัญญา

มาร์ติน ลูเธอร์ เคยกล่าวว่า:

“ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายจะต้องพินาศเสมอไป อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำคำพูดนี้ไปเผยแพร่สู่สาธารณชน เพราะซาตานอาจใช้โอกาสนี้กระตุ้นให้ผู้คนคิดฆ่าตัวตายได้ง่ายขึ้น”

ความรู้มาพร้อมกับความรับผิดชอบ บางครั้งเพียงแค่ความกลัวว่าจะสูญเสียความรอด ก็เป็นสิ่งที่ทำให้บางคนหยุดคิดที่จะจบชีวิตตนเอง ในช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือต้องรักษาอุปสรรคใดๆ ที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นเลิกในการพยายามฆ่าตัวตาย 

อย่างไรก็ตาม การรักษาที่ยั่งยืนเพียงอย่างเดียวสำหรับความมืดมิดอันน่าสยดสยองนี้คือ แสงสว่างอันงดงามของพระคุณอันไม่สิ้นสุดของพระเจ้า ในบางช่วงเวลา จำเป็นต้องมีการพูดคุยต่อเนื่องเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า รวมถึงการทำให้พวกเขารู้แน่ชัดว่า พระคุณของพระเจ้านั้นครอบคลุมถึงทุกคน แม้กระทั่งผู้ที่ถูกซาตานหลอกล่อให้จบชีวิตของตนเอง มิฉะนั้น เราก็กำลังทำให้การนำเสนอสันติสุขที่มีเพียงผ่านไม้กางเขนแห่งกัลวารีกลายเป็นเรื่องที่ไร้ค่า

ความสมดุลเป็นสิ่งสำคัญ นั่นคือคำตอบสำหรับวิธีที่เราจัดการกับหัวข้อที่ยากอย่าง การฆ่าตัวตาย เรามีความเห็นอกเห็นใจในการตอบสนองของเรา แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใย (โรม 12:15) เราตรงไปตรงมาในการประเมินว่า การฆ่าตัวตายเป็นบาปที่น่าเศร้าและร้ายแรง (เฉลยธรรมบัญญัติ 5:17) เรามีความชัดเจนในความหวังของเรา ว่าไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้พระผู้เลี้ยงที่ดี สูญเสียแกะของพระองค์แม้แต่ตัวเดียว (ยอห์น 10:28) เรามีความเฉลียวในการนำความจริงไปใช้ โดยเข้าใจว่า ในบางเวลาและบางสถานที่ ความจริงก็มีผลกระทบเช่นกัน (สุภาษิต 26:4-5)


จอช สไควร์ส ดำรงตำแหน่งศิษยาภิบาลฝ่ายให้คำปรึกษาและดูแลสมาชิกคริสตจักรเพรสไบทีเรียนแห่งแรกในโคลัมเบีย รัฐเซาท์แคโรไลนา เขาและภรรยามีบุตรด้วยกัน 5 คน

Categories

Saphan Siam exists to be a bridge between the Thai church and biblical, timely and trusted resources.

Learn More

สองทางชีวิต

ติดตามเรา