Saphan Siam

พระเยซูและพระพุทธเจ้าในมุมมองเรื่องความสุข

บทความโดย จอน บลูม ผู้ร่วมก่อตั้ง Desiring God

เจ้าชายสิทธัตถะ โคตมะ (563-483 ปีก่อนคริสตกาล) ในวัย 29 พรรษา ผู้ซึ่งต่อมาได้รับการขนานนามว่า พระพุทธเจ้า (ผู้รู้ ผู้ตื่น) ทรงรู้สึกสลดพระทัยอย่างยิ่งกับความทุกข์ที่ทรงเห็นในโลก จึงได้ทรงสละพระชายาและพระโอรสองค์น้อย และออกเดินทางเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิต

สิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบคือความไม่เที่ยงของโลก—ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน แม้กระนั้น ผู้คนก็ยังปรารถนาสิ่งที่ไม่เที่ยงเหล่านี้ พวกเขาปรารถนาที่จะยึดติดกับชีวิต สุขภาพ ทรัพย์สมบัติ และยึดติดกันและกัน แต่ชีวิต สุขภาพ ทรัพย์สมบัติ และผู้คนล้วนต้องสูญสลายไป ความปรารถนาของมนุษย์ย่อมนำไปสู่ความผิดหวังในท้ายที่สุดเสมอ พระองค์ทรงใช้เหตุผลว่า สิ่งนี้แหละคือต้นเหตุแห่งความทุกข์ของมนุษย์

ดังนั้น พระองค์จึงสรุปว่า หากพระองค์สามารถดับความปรารถนาได้ หากพระองค์สามารถมีใจสงบโดยไม่หวั่นไหวต่อทั้งความดีและความชั่ว ความทุกข์ก็จะดับลงและจะพบกับความสุข พระองค์จะหลุดพ้นจากความเจ็บปวดและวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่รู้จบ นี่ก็คือ นิพพาน

แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการแสวงหาอย่างเคร่งครัดของพระพุทธเจ้าเพื่อที่จะดับความปรารถนา กลับเป็นความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งของมนุษย์ นั่นก็คือ: ความสุขที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีช่องโหว่ที่ว่างเปล่าอันใหญ่หลวงในการแสวงหาความสุขที่ยั่งยืนของพระพุทธเจ้า นั่นคือ: ไม่มีพระเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสถึงการมีอยู่ของพระเจ้ามากนัก เพราะพูดตามตรง สำหรับพระองค์แล้ว พระเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสุขของมนุษย์ แต่ความสุขคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากตัณหาและการเวียนว่ายตายเกิด ความสุขคือจุดจบอันสงบสุขของการมีตัวตน—เป็นเสมือนการดับสูญอันแสนหวาน

คำตอบของพระเยซูช่างแตกต่างจากพระพุทธเจ้าอย่างสิ้นเชิง เมื่อชายหนุ่มผู้มั่งคั่งและมีความทุกข์ใจคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากเจ้าชายโคตมะผู้มั่งคั่งและมีความทุกข์ใจมากนัก ได้มาแสวงหาการทรงนำจากพระเยซูเพื่อไปสู่ความสุขนิรันดร์ พระเยซูตรัสตอบว่า

“ท่านยังขาดอยู่อย่างหนึ่ง จงไปขายทุกสิ่งที่มี แจกจ่ายให้คนยากจน แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ จากนั้นจงตามเรามา” (มาระโก 10:21)

สังเกตว่าพระเยซูได้สั่งให้ชายคนนั้นละทิ้งการยึดติดกับทรัพย์สมบัติของเขาจริงๆ แต่พระองค์ไม่ได้หมายถึงการปล่อยวางแบบพุทธ พระองค์ตรัสไว้ในอีกบริบทหนึ่งว่า:

“อนึ่งอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่แสวงหาไข่มุกเม็ดงาม เมื่อเขาได้พบไข่มุกล้ำค่าเม็ดหนึ่งจึงไปขายทุกสิ่งที่มีมาซื้อไข่มุกนั้น” (มัทธิว 13:45-46)

ข้อความนี้ชัดเจน: จงปรารถนาขุมทรัพย์นั้น! จงปรารถนามันมากพอที่จะถือว่าสิ่งอื่นทั้งปวงเป็นการขาดทุน เพื่อจะได้ขุมทรัพย์นั้นมาครอบครอง (ฟีลิปปี 3:8)

ความแตกต่างคือ พระพุทธเจ้าต้องการให้เราไร้ซึ่งความปรารถนาและถูกหลอมรวมเข้ากับจักรวาลที่ไร้ตัวตน แต่พระเยซูทรงประสงค์ให้เราปรารถนาอย่างลึกซึ้งและหลงใหลอย่างสิ้นเชิงในบุคคล ผู้ซึ่งเรามีชีวิต เคลื่อนไหว และเป็นอยู่ (กิจการ 17:28)

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในการต่อสู้กับความปรารถนาที่เต็มไปด้วยบาป พระเยซูจึงทรงช่วยเหลือได้มากกว่าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบดีว่าความปรารถนาในความสุขของเรานั้นได้รับการออกแบบโดยพระเจ้า และความปรารถนาในความจีรังยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความชั่วร้าย สิ่งที่ชั่วร้ายคือสิ่งนี้ต่างหาก:

“ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จงตกตะลึงด้วยเรื่องนี้ จงขยะแขยงสะอิดสะเอียน” องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น “ประชากรของเราทำบาปถึงสองสถานคือพวกเขาได้ละทิ้งเรา ผู้เป็นธารน้ำซึ่งให้ชีวิต และได้สร้างบ่อน้ำรั่วให้ตนเองซึ่งเก็บน้ำไว้ไม่อยู่” (เยเรมีย์ 2:12-13)

เราถูกออกแบบมาให้รับความพึงพอใจในพระเจ้าผู้ทรงเป็นนิรันดร์ (จีรังยั่งยืน) แต่เพียงผู้เดียว ความชั่วร้ายคือการที่เราเชื่อว่าพระเจ้าจะไม่ทำให้เราพึงพอใจ และหันไปแสวงหาความสุขจากสิ่งอื่น นั่นคือแก่นแท้ของบาป และวิธีที่เราจะต่อสู้กับบาปไม่ใช่การดับความปรารถนา แต่คือการละทิ้งความปรารถนาอันไร้ประโยชน์ในบ่อน้ำที่แตกของเราต่างหาก ที่นั่นไม่มีน้ำ จงไปที่น้ำพุเถิด!

พระเยซูและพระพุทธเจ้าเห็นพ้องต้องกันว่า การแสวงหาความสุขสูงสุดในสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ แต่ทั้งสองพระองค์ทรงนำเราไปสู่ทางออกที่ตรงกันข้ามกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่าความพึงพอใจคือการไม่ให้คุณค่ากับสิ่งใดเลย แต่พระเยซูตรัสว่าความพึงพอใจคือการให้คุณค่าสูงสุดแด่พระเจ้า ในพระเจ้า เราได้รับทุกสิ่ง แต่ในความว่างเปล่า เราก็ได้รับ… ความว่างเปล่า

จอน บลูม (@Bloom_Jon) เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Desiring God เขียนบทความมาแล้วกว่า 750 บทความ และยังคงรับใช้ในฐานะคณะกรรมการบริหาร)

Categories

Saphan Siam exists to be a bridge between the Thai church and biblical, timely and trusted resources.

Learn More

สองทางชีวิต

ติดตามเรา